รายละเอียดโปรแกรมทัวร์
05:00น. พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเช็คอินสายการบินการบินไทย
07.45น. บินกรุงเทพ(สุวรรณภูมิ ) – ฮานอย การบินไทย (ขาไป 07.45-09.35น.บริการอาหารเช้าบนเครื่องมื้อ 1)
09:35น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาตินอยบ่าย ฮานอย
09:55น. เดินทางไปไปเมืองลอ หรือเหงียลอ จังหวัดเอียนบ๊าย
12:30น. แวะรับประทานอาหารกลางวัน ในเมืองเอียนบ๊าย (มื้อ 2)
13.00น. เดินทางต่อไปเมืองลอ
15:00น. เยี่ยมชม หมู่บ้านไทดำ เมืองลอ และเดินทางไปน้ำตกตาดผีไฟ (น้ำตกตาดผีไฟ ทางเข้าคับแคบรถใหญ่เข้าไปไม่ได้ คนที่สนใจจริงๆ สามารถต่อรถมอเตอร์ไชต์ เข้าไปดูใกล้ๆ แต่บางท่านอาจเลือกดูจากมุมไกลได้)
เมืองลอ (Nghia Lo) จังหวัดเอียนบ๋าย สถานที่สุดท้ายบนโลกมนุษย์ ที่ส่งวิญญานคนไทดำกลับสู่เมืองฟ้าเมืองแถนผ่านเขากุมเขางอ ที่แอ่งบนหุบเขา
ที่ราบ เมืองลอ : เป็นหนึ่งในสี่ที่อุดมสมบูรณ์และมีความสําคัญในเวียดนามตะวันตกเฉียงเหนือ (ได้แก่ที่ราบเมืองแถง ที่ราบเมืองเติ๊ก ที่ราบเมืองถาน และที่ราบเมืองลอ) ประชากรชาวเมืองลอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำเป็นหลัก พวกเขาปลูกข้าวทำนา และทำสวนชาเขียว:
เดินเล่นผ่านหมู่บ้านชาติพันธุ์ ไทดำกับบ้านไม้แบบดั้งเดิม ตลาดท้องถิ่นเมืองลอ Nghia Lo: ตลาดที่มีชีวิตชีวาแสดงสินค้าและสินค้าในท้องถิ่น ระหว่างทางเยี่ยมชมไร่ชาเขียวชอุ่ม
สำหรับคนไทดำ ตาดผีไฟ เป็นสถานที่หนึ่ง ที่น่าสนใจ เพราะเป็นสถานที่ส่งดวงวิญญานผู้ตาย ไปสู่เมืองฟ้า เมืองแถน(สรวงสวรรค์) ผ่านเขากุมเขางอ สถานที่แห่งนี้เป็นรอยต่อระหว่างโลกมนุษย์ กับเมืองแถนบนฟ้า (หรือสรวงสวรรค์) ไปเยี่ยม เมืองลอแล้วการได้ร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม ก็น่าสนใจ ชมการฟ้อนรำแซวอง (Xoe Vong) ของสาวๆ ไทดำ เมืองลอ
แซวอง (Xoe vong) ไทดำ เมืองลอ ได้รับการรับรองเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยองค์การUNESCO
18:30 น. รับประทานอาหารเย็น เป็นอาหารพื้นเมืองไทดำ (มื้อ 3)
ระหว่างรับประทานอาหารเย็น พบผู้นำไทดำเมืองลอ และเสวนาแลกเปลี่ยนกับผู้นำไทดำ
พร้อมร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม ชมการแสดง การฟ้อนรำของสาวๆ ไทดำ เมืองลอ
20:00 น. พัก โรงแรมในเมืองลอ Nghia Lo ระดับ 4 ดาว หรือเทียบเท่า
06:00น. รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมที่พัก (มื้อ 4)
07:00น. เดินทางจากเมืองลอ ไปมูกางจ่าย (Mu Cang Chai)
12:00น.. เดินทางถึงมูกางจ่าย รับประทานอาหารกลางวัน ที่ร้านอาหาร Nhà hàng Thắng Dung(มื้อ 5)
12:30น. เที่ยวชมนาขั้นบันไดที่สวยที่สุดในเวียดนาม ในห้วงเวลาที่นาข้าวแบบขั้นบันไดสวยที่สุด
📍ระหว่างทาง เดินทางสู่มูกางจ่าย Mu Cang Chai: แวะเที่ยวชมหมู่บ้าน Tu Le: เดินผ่านหุบเขา สัมผัสกับบ้านไม้ไทยและชีวิตในท้องถิ่น เยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ เช่น Khau Pha Pass: เสนอทัศนียภาพของระเบียงข้าวแบบพาโนรามา La Pan Tan Rice Terraces: ตํานานสําหรับความงามอันน่าทึ่งของพวกเขา เหมาะสําหรับการถ่ายภาพ
เยี่ยมชม Mam Xoi Viewpoint เป็นจุดชมวิว ที่มีลักษณะคล้ายลานจอดฮอลิคับเตอร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่สวยงามพร้อมระเบียงข้าวที่น่าทึ่ง
เยี่ยมชม Điểm chụp Lúa Sáng Nhù เป็นจุดชมวิวนาขั้นบันไดขณะพระอาทิตย์กำลังตก จุดนี้มีชื่อเสียงในเรื่องระเบียงข้าวที่งดงามได้รับการยอมรับว่าเป็นมรดกของชาติ(ติด 1 ใน10 นาขั้นบันไดที่สวยที่สุดในโลก)
18:30น. รับประทานอาหารเย็น ที่ร้านอาหารโรงแรมที่พัก (มื้อ 6)
19:30 น. คืนนี้พักที่โรงแรม New Highland Hotel ใน มูกางจ่าย โรงแรมบริการเทียบเท่าระดับ 5 ดาว
(เพียงโรงแรมไม่มีสระว่ายน้ำ และมีห้องไม่ถึง 100 ห้อง จึงยังไม่ได้มาตรฐานระดับ 5 ดาว แต่ให้บริการระดับเทียบเท่า 5 ดาว)
06:00น.: รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมที่พัก (มื้อ 7)
07:30น.ออกเดินทางไปยัง เมืองซาปา ผ่านถนนที่สวยงามของเนินเขา ทิวเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือและบ้านเรือนของหมู่บ้านชาติพันธุ์ไท(ไทดำและไทขาว)และม้ง ในเขตจังหวัดไลโจว(ทางขึ้นซาปาสวยมาก)
10:30น. แวะดื่มกาแฟ ที่ Hoàng Liên Restaurant & Cafe
ที่นี่มีวิวทิวทัศน์ และทัศนวิสัย O Quy Ho Pass Viewpoint ที่สวยงามมาก แล้วเดินทางต่อไปเมืองซาปา
12.00น. รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหาร ในเมืองซาปา (มื้อ 8)
13:00น. หลังรับประทานอาหาร พาท่านเช็คอินแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของซาปา โมอาน่า ซาปา คาเฟ่ (MOANA SAPA CAFÉ) แหล่งท่องเที่ยวที่จำลองไฮไลท์ของที่เที่ยวแต่ละที่ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มารวมไว้ให้ท่านได้ถ่ายรูป ท่ามกลางบรรยากาศที่โอบล้อมไปด้วยภูเขา นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มจำหน่ายให้ท่านได้พักดื่มเครื่องดื่ม และยังได้เพลิดเพลินกับสายหมอกจางๆ พร้อมกับบรรยากาศสุดโรแมนติก โมอาน่า ซาปา คาเฟ่ มีกาแฟ ให้ท่านได้พักดื่ม และท่านยังได้เพลิดเพลินการถ่ายภาพ กับสายหมอกจางๆ พร้อมกับบรรยากาศสุดฟิน
คณะจะได้จิบกาแฟสักแก้วที่ Moana SaPa สวรรค์แห่งการใช้ชีวิตเสมือนจริง ที่นี่ ผู้มาเยือนไม่เพียงแต่จะได้ชื่นชมความงามตระการตาของเทือกเขา Hoang Lien Son และยอดเขาฟานซีปันเท่านั้น แต่โมอาน่าจะพาคณะพบสิ่งที่น่าสนใจเหล่านี้ไปสู่ประสบการณ์ที่ไม่คาดคิดอื่นๆ จุดเช็คอิน ต่างๆ เช่น Bali Heaven Gate, Moana Girl, Infinity Lake, Golden Hand, Death Swing,…
15.00 น. หลังจากนั้นเดินทางไปชมนาขั้นบันไดบ้านต๋าวาน
หมู่บ้าน ตะวัน หรือต๋าวาน ห่างจากตัวเมืองซาปาประมาณ12กิโลเมตร หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่หุบเขาเหมื่องฮวาใต้เชิงเขาหว่างเลียนเซิน มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามดุดภาพวาดและได้ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทุกคนที่มีโอกาสแวะเยือน นั่นคือภาพของนาขั้นบันไดเรียงกันเป็นชั้นๆ ภาพของยอดเขาสูงตระหง่านหลายยอดเชื่อมต่อกัน ภาพของเส้นทางเดินที่คดเคี้ยวโอบล้อมไหล่เขา
นาขั้นบันไดบ้านต๋าวาน เป็นนาขั้นบันไดที่สวยงามที่สุดของซาปา นาขั้นบันไดที่กำลังเหลืองอร่ามตัดกับสีเขียวขจีเรียงโอบอ้อมไหล่เขาถือเป็นภาพที่สร้างความประทับใจอย่างยิ่งให้แก่ผู้ที่มาเยือน ที่
การได้มาชมทิวทัศน์ธรรมชาติแห่งป่าเขา มองไปถึงนาขั้นบันไดที่ข้าวกำลังสุกเหลืองอร่ามใต้แสงแดด มองเห็นยอดเขาสูงที่โผล่ออกจากทะเลเมฆ พร้อมฟังเสียงนกร้องลำธารไหล ซึ่งนับเป็นช่วงชีวิตแห่งความสุขช่วงหนึ่งที่น่าจดจำไปนานแสนนาน.
บ้านต๋าวาน หมู่บ้านชาติพันธุ์ ผู้ไย้ (ผู้ไย้จะมีภาษาพูดคล้ายไทโย้ย)
เย็น รับประทานอาหารเย็น (มื้อ 9) ณ ภัตตาคาร เมืองซาปา
.พักที่โรงแรม Pistachio Hotel Sapa ระดับ 5 ดาว
โรงแรมพิสตาชิโอ ซาปา โอเอซิสอันเงียบสงบใจกลางซาปา
โรงแรมพิสตาชิโอ ซาปา ไม่เพียงแต่เป็นที่พักอันสมบูรณ์แบบสำหรับนักท่องเที่ยวเมื่อมาเยือน “เมืองแห่งสายหมอก” เท่านั้น แต่ยังตกแต่งอย่างมีศิลปะในรูปแบบ “พิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก” ที่อนุรักษ์คุณค่าทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าบนที่ราบสูง ผสมผสานอย่างลงตัวกับสไตล์นีโอเททริกของรีสอร์ทระดับไฮเอนด์
โรงแรมพิสตาชิโอ ซาปา ตั้งอยู่บนถนน Thac Bac ใจกลางเมือง เปรียบเสมือนโอเอซิสใจกลางเมืองซาปา มองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของเทือกเขาหว่างเหลียนเซินอันสง่างาม และหุบเขา เมืองฮวาอันงดงาม ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นไปจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน เพียงแค่เปิดประตูระเบียง ปล่อยให้เมฆลอยเข้ามาในห้อง ท่านก็จะได้สัมผัส “ดินแดนแห่งเทพนิยาย” พร้อมสัมผัสเสน่ห์อันโดดเด่นของดินแดนแห่งนี้
PistaChio Hotel Sapa โรงแรมชื่อดัง Sapa สระว่ายน้ำวิวหุบเขา
จุด Hightlight คือการได้ถ่ายรูปชุดว่ายน้ำริมผาของโรงแรม เห็นวิวหุบเขา สวยงาม ควรเตรียมชุดไว้น้ำ มาด้วย นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่าง คืออาหารเช้าดี American Breakfast เฝอ น้ำต้ม เครื่องต่างๆ ไข่เค็ม หมูสามชั้นต้มซีอิ้ว ชา กาแฟ น้ำส้มไม้คั้นสด โรงแรมดี วิวสวย มีสระว่ายน้ำดาดฟ้า ไว้ถ่ายวิว สระว่ายน้ำในร่ม ฟิตเนส มา Sapa ต้องมานอนพักที่นี่
เช้า รับประทานอาหารเช้า (มื้อ 10) ณ ห้องอาหารของโรงแรม
08.00 น. นำท่านนั่งรถไฟนั่งรถไฟสถานี Muong Hoa สู่สถานีฟานสิปัน ท่านสามารถถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ความสวยงามของซาปาได้ระหว่างทางขึ้นเมื่อถึงสถานีรถไฟฟานสิปัน
นำท่านขึ้นกระเช้าไฟฟ้าฟานซิปัน กระเช้าลอยฟ้าติดกระจก สามารถมองเห็นวิวเมืองซาปาและความสวยงามของธรรมชาติได้ 360 องศา มองจากมุมสูงชมความงามของป่าไม้ แม่น้ำ ลำธารสายน้อยใหญ่ ชมวิวของนาขั้นบันไดที่สวยงามเป็นที่ขึ้นชื่อของเมืองซาปา ในช่วงเวลาที่นาขั้นบันไดซาปาสวยที่สุด สลับไปกับหมู่บ้านของชาวเขารวมถึงภูเขาและม่านหมอกที่เรียงตัวซ้อนกันเป็นฉากหลังที่สวยงามขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามกระเช้าจะเคลื่อนเข้าสู่สถานีบนลานใกล้ยอดเขาฟานซิปันที่ได้รับฉายาว่าหลังคาแห่งอินโดจีนโดยอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3.143 เมตร
ในการเดินทางท่านจะได้ชื่นชมและชื่นชมหุบเขาเมืองฮัวและเทือกเขาฮวงเหลียน ทาบทาสีธรรมชาติจากด้านบน เดินและขึ้นบันได 600 ขั้นเพื่อไปยังยอดเขาฟานซีปันอันยิ่งใหญ่ ผู้ที่ชอบเดินสามารถขึ้นบันไดสบายๆ และเยี่ยมชมสถานที่ทางจิตวิญญาณบนฟานซีปัน รวมถึงเจดีย์ Golden Mountain Bao Thang, หอคอยสูง 11 ชั้น, รูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดของพระอมิตาภะ เวียดนาม(พระพุทธรูปเวียดนาม)…
นำท่านเดินต่อไปอีกเล็กน้อยเพื่อพิชิตยอดเขาฟานซิปัน (คนแข็งแรงโดยทั่วไปเดินขึ้นไปได้) ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับสัญลักษณ์ สแตนเลส 3 เหลี่ยม ที่แสดงว่าท่านได้มายืนอยู่บน จุดสูงสุดของยอดเขาฟานซิปัน
สัมผัสกับ มฆหมอก และวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบนยอดเขา หรือหากท่านต้องการความสะดวกสบายสามารถเลือกนั่งรถไฟเพื่อนำท่านสู่ยอดเขาสูงสุดที่เรียกว่าหลังคาแห่งอินโดจีนได้ สมควรแก่เวลานำคณะท่านนั่งกระเช้าลง จากยอดฟานสิปัน
12.00 น. รับประทานอาหารบุฟเฟห์นานาชาติ (มื้อ 11) ที่ ภัตตาคาร ที่อาคารสถานีฟานสิปัน
13.00 น. นั่งรถไฟฟ้า เดินทางกลับจากสถานีฟานสิปัน สู่สถานี Muong Hoa เมืองซาปา
หลังจากนั้นนำท่านเที่ยวชมหมู่บ้านชาวเขากั๊ตกั๊ต (CatCat Village) ตั้งอยู่ในเมืองซาปา จังหวัดลาวไกทางตอนเหนือสุดของเวียดนามเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งดำที่ทำนาอยู่ในหุบเขา บรรยากาศของหมู่บ้านนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ในเรื่องความสงบ สภาพอากาศของที่นี่หนาวเย็นตลอดทั้งปี และมีธรรมชาติที่สดชื่น วิวทิวทัศน์ที่สวยงาม หรือหากมีผู้สูงอายุในกลุ่มเยอะ อาจเลือกไปเที่ยว ที่ Best View SaPa เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
(หากเลือกหมู่บ้านกั๊ตกั๊ต ต้องยอมรับการเดินทางลำบาก ด้วยเส้นทางสูงชันมาก)
เย็น รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร (มื้อ 9) เพลิดเพลินกับอาหารท้องถิ่นจานพิเศษและไวน์เวียดนาม
หลังอาหารนำท่านชม ตลาดเมืองซาปา (Lovemarket) เป็นแหล่งรวมสินค้าท้องถิ่นและบรรดาเหล่าชาวเขาได้นำสินค้ามาค้าขายกันในตลาดยามค่ำคืน
หลังอาหารเย็น คณะมีอิสระที่จะเยี่ยมชมและสำรวจเมืองซาปา คณะสามารถเยี่ยมชมโบสถ์หิน SaPa ซึ่งเป็นโครงการเชิงสัญลักษณ์ของเมืองบนภูเขาที่เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2438 สร้างขึ้นเป็นในสไตล์โกธิค
ตลาดกลางคืนซาปาเป็นสถานที่ที่ท่องเที่ยวมาเยือนเพื่อพบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครในเวียดนาม ตั้งอยู่ในภูเขาที่สูงที่มีความสวยงามและธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ ตลาดกลางคืนนี้นำเสนอสินค้าท้องถิ่นที่หลากหลาย
อากาศยามค่ำคืนซาปา เดือนกันยายน อากาศเย็นสบาย น่าเดินเที่ยว
พักที่โรงแรม Pistachio Hotel Sapa ระดับ 5 ดาว คืนที่ 2
รับประทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ที่โรงแรม (มื้อที่ 13)
เดินทางกลับจากซาปา ไปสนามบินนอยบาย ฮานอย ระหว่างทางกลุ่มแวะเยี่ยมชมประตูด่านชายแดนลาวกาย คณะเยี่ยมชมวัดพระแม่เหล่ากายซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนท้องถิ่นและเวียดนามเคารพนับถือ
12.00น.แวะพักรับประทานอาหารกลางวัน ระหว่างทางที่ร้านอาหารในเมืองฟูท่อ(มื้อที่ 14)
13.00 น. อำลาเมืองฟูท่อ สู่สนามบินนอยบาย ฮานอย เพื่อเดินทางกลับ กรุงเทพมหานคร
17:00 น. เดินทางถึงสนามบินนอยบาย ฮานอย
รับประทานอาหารเย็น เป็นเฝ๋อ (มื้อที่ 15) ที่ภัตาคาร สนามบินนอยบาย
20.45น.-22.35 น. บินสายการบินการบินไทย เดินทางกลับสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร
จบทริปการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 5 วัน 4 คืน ชมนาข้าวขั้นบันไดมูกางจ่ายและซาปา ห้วงเวลาที่สวยที่สุด สืบรากเหง้าและย้อนรอยยังดินแดนแห่งบรรพชนไทดำ เมืองลอ บินกลับฮานอย- กรุงเทพ ด้วยความปลอดภัยและประทับใจ
ราคาให้บริการ 26,998- รวมค่าทิปไกด์ และคนขับรถแล้ว ไม่มีจ่ายเพิ่ม
การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สืบรากเหง้าและย้อนรอยยังดินแดนแห่งบรรพชนไทดำ
การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
การจัดท่องเที่ยวแบบนี้ มีความพิเศษตรงที่นักท่องเที่ยวจะให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้ผ่านเรื่องเล่า ตำนาน นิทาน และประวัติความเป็นมาของพื้นที่ หรือแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ
ทริปนี้
🖝 ฟังตำนานน้ำเต้าปุง ที่หนองฮกหนองฮาย ตำนานขุนบรม ตำนานปู่เยอญ่าเยอ (หนองอูวา) กับความเป็นมาของนาน้อยอ้อยหนู จากเมืองลอ สู่ เมืองแถน
🖝ฟังตำนานเมืองแถง เมืองลอ เมืองลา เมืองหม่วย เมืองวาดและเมืองสาง
🖝ฟังตำนาน/ประวัติศาสตร์ ไทดำรบชนะผู้ไทที่เมืองแถน (นาน้อยอ้อยหนู) และต่อมาไทดำได้ตั้งเมืองขึ้นมาใหม่ เรียกเมืองแถง (เดียนเบียนฟู) การที่ไทดำรบชนะผู้ไทที่เมืองแถนหรือนาน้อยอ้อยหนู เป็นสาเหตุสำคัญ
ที่ทำให้ผู้ไทกลุ่มใหญ่ อพยพมาคำม่วนและสะหวันนะเขต (ผ่านทางหัวพัน) สปป.ลาว และได้อพยพมาอยู่ในเขตประเทศไทยในเวลาต่อมา
การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมีความพิเศษกว่าการเดินทางท่องเที่ยวโดยทั่วไป ความสนใจ แรงดึงดูดใจ ของการท่องเที่ยวแบบนี้ จึงอยู่ที่คุณลักษณะที่การให้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของบ้านเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ งานเทศกาล งานเฉลิมฉลอง พิธีกรรม และศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การแสดง รวมทั้งสินค้าพื้นเมือง อาหารการกินพื้นเมือง เครื่องแต่งกาย อาคารบ้านเรือน ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ มักจะแฝงอยู่ในเรื่องเล่า ตำนาน หรือนิทาน ด้วยทริปนี้
🖝ฟังตำนาน เรื่องเล่า จุดก่อกำเนิดไทดำในเวียดนามที่เมืองลอ และตำนาน การส่ง “ผีขวัญ” กลับเมืองฟ้าเมืองแถง ที่น้ำตกตาดผีไฟ แห่งเมืองลอ
🖝 รับประทานอาหารพื้นเมือง กับพี่น้อง พร้อมเหล้ายาดองสมุนไพรพื้นเมือง สูตรพิเศษ
🖝 ลิ้มรสเหล้าพื้นเมือง อาหารพื้นเมือง กับพี่น้องไทดำ
🖝 ชมการแสดงและฟ้อนรำพื้นเมืองกับพี่น้องไทดำ เมืองลอ
🖝ร่วมถ่ายภาพกับสาวไทดำเมืองลอ เมืองวาด ที่แต่งชุดพื้นเมือง
🖝ชมความงามทางธรรมชาติ ของบ้านเมืองคนไทในเวียดนาม เมืองลอ เมืองวาด และเมืองสาง(เมืองหมกโจว)
789 AsiaTravel ให้ความสนใจกับการจัดการท่องเที่ยวทางธรรมชาติและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ เป็นการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่มุ่งเรียนรู้จากวัฒนธรรมอื่นๆ เพื่อให้เกิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ที่กว้างไกล จากการมีประสบการณ์ในแหล่งวัฒนธรรมที่คงเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นนั้นๆ การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์จึงมีส่วนทำให้นักท่องเที่ยว ได้รับความรู้ ความเข้าใจ วัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนผ่านประสบการณ์ การมีส่วนร่วมกิจกรรมกับชุมชน นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวได้มีปฏิสัมพันธ์ ทำให้ได้ความรู้ ได้รับคุณค่า พร้อมได้รับ ความเพลิดเพลิน ความบันเทิง จากการท่องเที่ยวในบริบทของมรดกทางวัฒนธรรมนั้นๆ ทั้งนี้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบสร้างสรรค์ จะเน้นการสะท้อนถึงความมีชีวิต วิถีชีวิต และการถ่ายทอดอย่างเป็นรูปธรรม จนทำให้สถานี่ หรือแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและดึงดูดใจ
ทริปทางวัฒนธรรมไทดำ เยือนดินแดนแห่งบรรพชนไทดำ
ฮานอย เมืองลอ (เหงียะโละ) มูกางจ่าย
เชื่อมโยงสานสัมพันธุ์พี่น้องไทดำ ชมนาข้าวขั้นบันไดห้วงเวลาที่สวยที่สุด
ชมไร่ชาสวยงาม เที่ยวสะพานกระจกบาจลอง หมกโจว สะพานกระจกที่ยาวที่สุดในโลก
หากไม่มีเรื่องราวที่เป็นเรื่องเล่า ตำนานและนิทานในอดีตกาลแห่งชนชาติตน ให้ได้เล่าขาน
คนเราและลูกหลานเราก็จะไม่มีความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และชนชาติของตน
” สำหรับใครก็ตามที่ให้ความสำคัญกับปัจจุบันและอนาคต ประวัติศาสตร์และการสืบค้นหารากเหง้า
ที่มาของตนเองจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเสมอ”
กวี หิว ถินห์ นายกสมาพันธ์สมาคมวรรณกรรมและศิลปะแห่งประเทศเวียดนามและนายกสมาคมนักเขียนแห่งเวียดนาม
กวี หิว ถินห์ นายกสมาพันธ์สมาคมวรรณกรรมและศิลปะแห่งประเทศเวียดนามและนายกสมาคมนักเขียนแห่งเวียดนาม ได้กล่าวไว้ในบทบรรณาธิการ “ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ขอให้ย้อนดูประวัติศาสตร์” ในหนังสือ “ดอกบัวบานในธารวรรณกรรม” รากเหง้าที่มาของบรรพชนเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกท่านควรรู้ หากไม่มีบรรพชนก็จะไม่มีตัวเราในวันนี้ ขอจงได้ตระหนักถึง คุณค่า ความหมาย ของชีวิต และความภาคภูมิใจในตนจากรากเหง้าประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ในชนชาติของตน เพราะไม่ว่า เราจะเป็นอะไร ก็จะไม่เป็นจริงเท่าเป็นตัวของเรา ที่สืบสายมาแต่บรรพชนได้เลย
ทริปเยือนเมืองลอ แดนแห่งบรรพชน ทริปทางวัฒนธรรม ทริปนี้จึงมีความหมาย มีความสำคัญ ต่อคนไทย คนผู้ไท คนพวน คนไทดำและคนลาว จะขอยกบันทึกของ อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ ว่าด้วย “เมืองแถน คนไทย กับ ผู้ไท” ดังนี้
…..
คนไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีบรรพชนสายหนึ่งโยกย้ายจากลุ่มน้ำโขง และมีส่วนเชื่อมโยงไปถึงผู้ไท
เมืองแถนเชื้อสายแถนในไทย นิทานกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุงกับเรื่องขุนบรม เล่าว่าขุนบรมเป็นเชื้อสายแถน
มีหลักแหล่งอยู่เมืองแถน แล้วขยายไปไทย ขุนบรมให้ลูกชาย 7 คน แยกครัวไปสร้างบ้านแปลงเมืองตามที่ต่างๆ บริเวณลุ่มน้ำโขงไปถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา เฉพาะในเขตประเทศไทยทุกวันนี้ มี 2 คน คือ ไสผงกับงัวอิน ไสผง
ไปสร้างเมืองโยนก ในล้านนา (ไส แปลว่า ลูกชายคนที่สี่) งัวอิน ไปสร้างเมืองอโยธยา ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
(งัว, งั่ว แปลว่า ลูกชายคนที่ห้า) ต่อมาผู้คนจากดินแดนโยนก เคลื่อนย้ายลงทางทิศใต้ ผ่านเมืองพะเยา เมืองแพร่ ลงทางแม่น้ำน่าน (มีในตำนานสิงหนวัติกุมาร)
เมื่อลงถึงเมืองอุตรดิตถ์ แล้วสร้างบ้านแปลงเมืองบริเวณลุ่มน้ำโพ (ไหลลงแม่น้ำน่าน) ทาง ต. ทุ่งยั้ง
มีพัฒนาการต่อไปเป็นประชากรรัฐสุโขทัยและรัฐอยุธยาในเวลาต่อมา แถน คือขุนแผน บริเวณภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรียกแถนด้วยสำเนียงไทย ลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า ขุนแผน (หมายถึงพระพรหม มีในโองการแช่งน้ำ) เพราะยังไม่คุ้นชื่อเทวดาที่เรียกด้วยภาษาสันสกฤต จึงเอาคำลาวดั้งเดิมที่คุ้นเคยมาใช้เรียกแทน แถนหมายถึง อำนาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ซึ่งถือเป็นบรรพชนของผู้ไท (ลาวเก่า) และคนในตระกูลลาวทั้งหลาย บางทีเรียกผีฟ้า, เจ้าฟ้า เพราะเชื่อว่าสิงอยู่บนฟ้า เป็นเจ้าใหญ่ของท้องฟ้า แล้วเชื่ออีกว่าเป็นผู้ควบคุมน้ำที่มีบนฟ้า ซึ่งปล่อยให้ตกลงมาเป็นฝน จึงมีนิทานจุดบั้งไฟขอฝนบนฟ้าจากแถน
ร่องรอยเก่าๆ เหล่านี้ เป็นพยานแวดล้อมแน่นหนาว่าบรรพชนคนไทยสายหนึ่งเกี่ยวดองกับผู้ไท และเผ่าพันธุ์ต่างๆ ทางลุ่มน้ำโขงโยงถึงลุ่มน้ำแดง-ดำ ในเวียดนาม
จากคอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เทศ : คนไทย กับ ผู้ไท
เผยแพร่เมื่อ วันที่: 15 ม.ค. 59 เวลา: 19:00 น.
…..
ณ ที่เมืองแถนมีเรื่องราวเป็นตำนานเล่าขานกันมาเนิ่นนานแล้ว นานมา
ณ หนองฮกหนองฮาย ตามตำนานน้ำเต้าปูงที่นาน้อยอ้อยหนู หรือเมืองแถนโบราณ จังหวัดเดียนเบียน ประเทศเวียดนาม มีตำนานเล่าขาน
……………
ตามตำนานน้ำเต้าปุง บอกบรรพชนคนผู้ไท คนลาว(ลาวเก่า) และบรรพชนคนไทย เกิดมาแต่น้ำเต้าปุงเป็นเทวดา และนางฟ้าที่ลอยมาแต่ฟ้า มาอยู่ยังโลกมนุษย์ และได้มาอาบน้ำที่หนองฮกหนองฮาย แห่งนี้ ผิวพรรณจึงได้ผ่องใส สติปัญญาจึงได้ดี ตามตำนานบอกว่า ต่อมาขุนบรมจากเมืองแถน(หนองแส) ได้มาปกครองเมืองนาน้อยอ้อยหนู และได้สร้างเมืองแถนแห่งใหม่ ณ ที่แห่งนี้ขึ้นมา
ขุนบรมได้บอกสอนกับลูกหลานว่า…
ลูกหลานทั้งหลาย หากสูเจ้าอยากให้ตัวสูและบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองไปข้างหน้า ก็อย่าได้ลืมความแถน “กินข้าวให้บอกให้หมาย กินแลงกินงายก็ให้บอกกับไท้แถน กินเนื้อให้ส่งขา กินปลาก็ให้ส่งฮอยแก่ไท้แถนนั้น เป็นการย้ำไท้ย้ำแถน ย้ำผีเฒ่า ย้ำผีเจ้ายืนกลาย”
คำสอนขุนบรม จากนิทานไท้แถน
คนผู้ไท คนพวน คนลาว คนไทยและลูกหลานขุนบรม มีความเชื่อว่า การมีสำนึกรู้คุณบรรพชนและการรำลึกถึงหรือได้ไปเยือนดินแดนแห่งบรรพชน นั้นนำมาซึ่งความปิติ-มีความสุขเปี่ยมล้น มีผลทำให้มีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต สร้างครอบครัว การทำงาน-ค้าขายให้กิจการเจริญรุ่งเรืองสืบไป….
หากไม่มีเรื่องราวที่เป็นเรื่องเล่า ตำนานและนิทานในอดีตกาลแห่งชนชาติตน ให้ได้เล่าขาน
คนเราและลูกหลานเราก็จะไม่มีความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และชนชาติของตน
ผมเชื่อเช่นนี้ครับ และผมยังเชื่อว่า ….
เมื่อใดที่เรายังสร้างประโยชน์ ให้กับตัวเอง และผู้อื่นได้ เราก็ยังมีคุณค่าในชีวิตอยู่เสมอ
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งสิ่งที่มนุษย์ต้องการจริงๆ ไม่ได้มีแค่ “ความสุข สนุกสนาน” เท่านั้น หากแต่มนุษย์เรายังต้องการแสวงหาคุณค่า ความหมาย ของชีวิต และความภาคภูมิใจในรากเหง้า ความเป็นมาของบรรพชนเราอีกด้วย
การเดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยังมีส่วนช่วยให้มนุษย์ออกจากความทุกข์ ไปแสวงหาความหมาย คุณค่าของชีวิต และหาความสุขที่ลึกชึ้งยิ่งขึ้นได้ อีกด้วย
บันทึกนี้ ผมเขียนอยู่ในหนังสือ ผู้ไท ลูกแถน ภาค 2 สืบค้นผู้ไทนานาชาติ ยังหาอ่านได้ครับ
เล่มนี้เขียนเรื่องไทดำมากที่สุด ทั้งไทดำเมืองแถง(เดียนเบียน) เมืองลา (เซินลา) และ เมืองลอ(เหงียะโล) รองมาเป็นเรื่องไทขาว เมืองไล เมืองเติ๊กและเมืองสาง(หมกโจว) นอกนั้นเป็นเรื่อง ไทลื้อ ลาวลื้อและลาวน้อย(ซึ่งเรียกตัวเองว่าผู้ไท อีกชื่อหนึ่ง)
………
ในครานั้น ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เดินทางไปเมืองลอ (Mường Lò หรือ Nghĩa Lộ ) แคว้นสิบสองจุไท ประเทศเวียดนามตอนเหนือ
อ่านหนังสือประวัติสิบสองจุไท
ของอาจารย์ ดร.ภัททิยา ยิมเรวัติ แล้วเร่งอยากไปเห็นเมืองลอให้เร็ว ๆ ความน่าสนใจ นอกจากจะได้ไปดู “น้ำตกตาดผีไฟ” สถานที่ส่งดวงวิญญานคนตายสู่เมืองฟ้าเมืองแถน
ตามความเชื่อของกลุ่มผู้ไต (ไทดำ)แล้ว
ผมอยากไปดูชุมชน ที่มีประเพณี “การอยู่ถ้ำ” เมื่อรู้วันเวลาที่เขาจัดกิจกรรมตามประเพณีนี้ ว่ามีเมื่อไหร่แล้ว จะได้หาเวลาไปร่วมประเพณีที่น่าสนใจนี้
ในงานเขียนของอาจารย์ ดร.ภัททิยา ยิมเรวัติ ได้กล่าวถึงประเพณี “การเข้าถ้ำ” ……
ตามตำนานของชาวไทในเวียดนามว่า……
แต่เดิมนั้นชุมชนจะมี “ประเพณีการอยู่ถ้ำ”
ซึ่งจะเริ่มหลังจากว่างจากการทำไร่ทำนาแล้ว ประเพณีนี้จะอนุญาตให้ผู้หญิงผู้ชายไปพบกันในถ้ำ และสามารถไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกันได้ “ประเพณีการเข้าถ้ำ” นี้ ยังพบเป็นข้อความบันทึกไว้ในเอกสารโบราณของผู้ไต (ไทดำ) ว่า
“ไปเมืองลอจั้วเป้า เข้าถ้ำแลหลอมสาว”
ประเพณีนี้ ยังคงยึดถือปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้ อาจารย์ ดร.ภัททิยา ยิมเรวัติ ได้ไปเก็บข้อมูลสนาม ที่เมืองลอและที่เมืองลาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) ชาวผู้ไต (ไทดำ) ยังได้พาไปดูถ้ำที่เป็นที่พบกันของชายหญิง และได้เล่าถึงฮีตปฏิบัติ เรื่อง “การเข้าถ้ำ” ที่ยังคงปฏิบัติ อยู่จนถึงทุกวันนี้
อาจารย์ ดร.ภัททิยา ยิมเรวัติ ได้อ้างถึงเอกสาร บันทึกของนักวิชาการต่างประเทศ
โดย Henri Roux ที่ได้เขียนถึง “ประเพณีการเข้าถ้ำ” ในบทความเรื่องคนไท ว่า…..
“..บนเส้นทางระหว่างเมืองลอ และกวินห์ญาย ใกล้ๆกับแม่น้ำดำ ทั้งสองฟากฝั่งเป็นทุ่งราบกว้างใหญ่ บริเวณตรงกลางนั้น จะมีแนวเขาทอดยาวและมีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่พิเศษ ที่ผู้หญิงและผู้ชายจะมาพบกัน และมีเพศสัมพันธ์ต่อกันได้ โดยในสังคมของชาวไท มีวันพิเศษที่กำหนดโดยหมอมด ซึ่งมักจะเป็นหลังช่วงปีใหม่
ตามประเพณีไทดำแล้ว หญิงและชายทุกคนจะรับทราบ กำหนดวัน และมารวมกันที่ถ้ำแห่งนี้ การเลือกคู่จะไม่มีการจองคู่ไว้ก่อน
ดังนั้นผู้ที่มาร่วมในประเพณีก็จะไม่ทราบว่า
จะเลือกได้ผู้ใดมาเป็นคู่ของตน
จะต้องมีการเสี่ยงทาย ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า ประเพณีนี้ เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวไท ตั้งแต่มีชีวิตขึ้นมาบนโลกทีเดียว….
ประเพณีการเข้าถ้ำเป็นเหมือนกับการทำนายถึง
ความอุดมสมบูรณ์ ของผู้คนในชุมชนด้วย
โดยกล่าวว่า….
ถ้าแม้นว่าแม่เฒ่าเสี่ยงเลือกคู่ได้ผู้ชายหนุ่ม
ทำนายได้ว่าจะมีสุขภาพแข็งแรง
ทำการเพาะปลูกได้พืชผลดี และมีความร่ำรวย
แต่ถ้าเป็นกรณีตรงกันข้าม
ถ้าแม่เฒ่าเสี่ยงเลือกได้คู่ที่เป็นคนเฒ่าคนแก่เหมือนตน
ก็จะหมายความว่า จะมีโรคถัยไข้เจ็บ การเก็บเกี่ยวข้าวจะเสียหาย รายได้จะลดลง…”
ในอดีตตั้งแต่ครั้งโบราณ เนื่องจากเป็นสังคมแยกกันอยู่หญิงชาย ดังคำโบราณว่า “หญิงต่อฮาย ชายต่อด้ำ “ หมายถึงว่าหลังประเพณีการเข้าถ้ำ เมื่อมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นมา ถ้าเป็นเพศชาย ก็ต้องไปอยู่กับสังคมผู้ชาย หรือถ้าเป็นเพศหญิง ก็ต้องอยู่กับทางฝ่ายหญิง เพราะในสมัยโบราณนั้นมีการแยกเพศกันอยู่ชัดเจน
ทั้งนี้ กลุ่มชนดั้งเดิมแต่โบราณ ได้มีการเลือกใช้ สัญลักษณ์แทนกลุ่มของตนโดยกลุ่มฝ่ายหญิง คือ “ฮาย” กลุ่มฝ่ายชาย คือ “ด้ำ”
จากตำนาน “ประเพณีการอยู่ถ้ำ” นี้ จะมีส่วนคล้ายคลึงกับ ตำนานเมืองลับแล ของไทยเรา ซึ่งมีคำบอกเล่าว่าเวลามีงานประเพณีการอยู่ถ้ำ จะมีสาว ๆ ที่แต่งตัวสวยงามดุจเทพธิดานางฟ้า มาร่วมงานด้วย โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าพวกนางมาจากบ้านเมืองใด
เมื่อได้ทราบตำนานประเพณีการเข้าถ้ำนี้ แล้ว อาจทำให้ชายหนุ่มทั้งหลายเมื่อได้ฟังตำนานแล้ว
อาจมีความปรารถนาที่จะไปเยือนชุมชนแบบนี้สักครั้ง จะได้ลองเสี่ยงทาย ซึ่งอาจได้พบกับความโชคดี
แต่ก็มีน้อยคนที่จะมีบุญวาสนาได้ไปพบไปเห็น
เหมือนในเรื่องเล่าตาม “ตำนานประเพณีการอยู่ถ้ำที่เมืองลอ”
เพื่อนนักวิชาการชาวเวียดนาม บอกผมว่า บริเวณเมืองลอ ต่อเนื่องตลอดแนวสองฝั่งลุ่มแม่น้ำแดง (แม่น้ำต่าว) มีคนไทอยู่มาเนิ่นนานกว่า 1,500-2,000ปี มาแล้ว แต่ต่อมาได้ผู้นำคนไทจาก “เมืองโอมเมืองอาย” (บริเวณมณฑลยูนนานปัจจุบัน) นำโดยท้าวเงินและท้าวสรวง ได้อพยพผู้คนมาเป็นผู้นำปกครองในเขตเมืองลอ (มาตามแม่น้ำต่าง หรือแม่น้ำแดง) ได้กลายเป็นต้นกูล ผู้นำไทดำ ผู้ปกครองเมืองลอ(ต้นตระกูลสิงลอ) ต่อมาผู้ท้าวตระกูลสิงลอนี้ ได้ขยายบ้านเมือง ไปปกครองเมืองลา เมืองแถง เมืองถาน (เมืองทานเอวียน) และเมืองหม้วยในเวลาต่อมา เมืองลอจึงมีความสำคัญสำหรับพี่น้องไทดำ
ที่เมืองลอ ยังมีตาดผีไฟ สถานที่ส่งวิญญานคนตายที่มีเชื้อสายไทดำจากทั่วโลกไปแถนเมืองฟ้า ผ่านเขากุมเขางอขึ้นเมืองฟ้า ไปอยู่กับผีแถน
ใกล้ๆ เมืองลอก็มีตำนาน นาน้อยอ้อยหนูด้วย ดังนั้นตำนานนาน้อยอ้อยหนู จึงมีหลายแห่ง มีกับคนไทหลายกลุ่ม
ตำนานนาน้อยอ้อยหนู ที่เมืองแถง เมืองลอ และเมืองควาย ก็มี 4 ที่ คือ
1. ที่จากเมืองลอ(ห่างออกไปประมาณ 17 กิโล)
2. เป็นนาน้อยอ้อยหนูที่ เมืองแถนเก่า(ตามตำนานของกลุ่มไท ลาวเก่าและผู้ไท) บริเวณใกล้บ้านสามหมื่น ห่างจากเมืองแถง(เดียนเบียนฟู) ประมาณ 20 กิโลเมตร
และ
3. เป็นบ้านนาน้อยจากเดียนเบียนไปทาง เมืองควาย ประมาณ 17 กิโลเมตร
.4. แห่งที่ 4 ที่เมืองควาย ลึกเข้าไปในดขาและป่าลึก
เมืองลอขึ้นชื่อในเรื่องการจัดงานแซวของ(รำวง)ซึ่งจัดเป็นงานใหญ่จัดในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง(ฤดูหนาว) ของทุกปี งานนี้ผู้คนจากบ้านเมืองต่างๆ ก็มาร่วมงาน หนุ่มๆ ต่าง อยากเป็นเขยเมืองลอกัน
แต่สำหรับเรื่อง ตำนาน/ประเพณีการเข้าถ้ำ ทุกวันนี้ ไม่มีใครสนใจสืบสานประเพณีนี้กันแล้ว
ภาพ1 ถ่ายกับอาจารย์ลอ วัน เบี๋ยน ผู้นำทางจิตวิญญาณไทดำเมืองลอ(เสียชีวิตแล้ว) และภรรยาของท่าน ตอนขอเป็นลุเฮียน(ลูกศิษย์)
ภาพ2 ตาดผีไฟ สถานที่ส่งวิญญาณคนตายขึ้นเมืองฟ้าเมืองแถน ผ่านเขากุมเขางอ
ภาพ3 และ4 งานแซวอง งานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของไทดำเมืองลอ
ทริปทางวัฒนธรรม สืบรากเหง้าและย้อนรอยยังดินแดนแห่งบรรพชน ไทดำ
“ไทยทรงดำ” “ไทดำ” “ไตดำ” “โซ่ง” “ลาวโซ่ง” “ลาวทรงดำ” “ผู้ไต” และ“ผู้ไทยดำ” แม้จะเรียกต่างชื่อ แต่แท้จริงแล้วทั้งหลายล้วน คือ กลุ่มชาติพันธุ์ เดียวกัน
“ไทยดำ” “ผู้ไทยดำ” ในสมัยรัชกาลที่ 5 เอกสารของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี บันทึกเหตุการณ์เมื่อคราวยกกองทัพขึ้นไปปราบฮ่อ และได้มีโอกาสเดินทางขึ้นไปถึงเมืองแถง ในบันทึกนั้นเรียกคนเมืองแถงว่าเป็น “ผู้ไทยดำ” ร่วมกับคำว่า “ลาวทรงดำ” ที่สยามคุ้นเคยมาก่อนหน้านี้ บางครั้งก็ใช้คำว่า “ไทยดำ” และเรียกเปรียบเทียบลาวทรงดำที่อพอพมาอยู่เมืองเพชรบุรีตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีด้วยอีกชื่อหนึ่งว่า “ลาวสีไม้” หรือ “ลาวโซ่ง” (พิเชฐ สายพันธ์ 2554, 12-13) ในเอกสารเก่าแก่ของไทดำในประเทศไทย ก็มีบันทึกเป็นชื่อ “ผู้ไทยดำ” อีกด้วย
แสดงให้เห็นว่า คำว่า ลาวทรงดำ ลาวโซ่ง ลาวสีไม้ ผู้ไทยดำ และไทยดำ เป็นคำเรียกที่ปรากฏในเอกสารราชการสยามสำหรับเรียกคนกลุ่มนี้มาก่อน และทำให้คนกลุ่มนี้นำมาใช้เรียกตัวเองเมื่ออยู่อพยพย้ายมาอยู่ในดินแดนไทย โดยเฉพาะเรียกตัวเองว่าเป็น ลาวโซ่ง หรือเป็น ผู้ลาว ครั้นภายหลังจึงหันมาใช้คำว่า ไทยทรงดำ ที่เป็นคำที่นิยมอย่างเป็นภาษาราชการในปัจจุบัน
Black Thai หรือ Black Tai เป็นคำในภาษาต่างประเทศมาจากการแปลคำว่า Black ว่า สีดำ หรือบางครั้งก็แปลทับศัพท์โดยใช้คำว่า Tai Dam ตามการออกเสียงของคำว่า “ไทดำ”
คนไทภาคตะวันตกเฉียงเหนือเวียดนาม เช่น ในเขตจังหวัดเดียนเบียน เซินลา ไลโจว ลาวกายและเอียนบ๋าย มีคนไทหลายหลายกลุ่ม เช่น ไทดำ ไทขาว ไทแดง ไทลื้อ ลาวลื้อ ลาวน้อย ลาวเก่า ผู้ไต ผู้ไย้ เกิ่นไท/ไต (เกิ่น คือคน) ไทหล้า ญ้อ และผู้ไท เป็นต้น
ไทดำและไทขาวหรือไทด่อน เป็นคนไทกลุ่มใหญ่ที่สุด 2 กลุ่ม ที่ตั้งถิ่นฐานเป็นระดับเมืองอยู่ทางตอนภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ซึ่งเดิมเคยถูกเรียกว่าเขตสิบสองจุไท โดยมาจากการประกอบเข้าด้วยกันของเมืองคนไท 12 เมือง แบ่งเป็นกลุ่มไทดำ 8 เมือง และไทขาว 4 เมือง(ก่อนแยกไปอยู่ในเขตแดนประเทศ เดิมมี 16 เมือง ต่อมาเมื่อแยกเขตแดนอยู่คนละประเทศ อยู่ในจีน 6 เมือง และอยู่ในเวียดนาม 10 เมือง ต่อมาในเวียดนามได้ตั้งเมืองใหม่อีก2 เมือง จึงกลายเป็น 12 เมือง เรียก 12 จุไท)โดยคนไทเหล่านี้มักจะเรียกชื่อตนเองตามเมืองหรือแม่น้ำที่อาศัยอยู่ เช่น ไทเมืองแถงไทเมืองไล ไทเมืองม่วย ไทเมืองวาด ไทเมืองสางเป็นต้น
ไทดำ เป็นกลุ่มไทดั้งเดิมที่อยู่อาศัยบรเวณลุ่มแม่น้ำดำ(หรือสงดา) เรียกตัวเองว่า ไทดำ ส่วนไทขาว เชื่อว่าเป็นชาวไทที่มีเชื้อสายผสมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น ผู้ไย้ ผู้ไท้(ผู้ไทแต่เดิม) และจีนฮ่อ ไทดำและไทขาวหรือไทด่อน ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนใต้และทิศตะวันออกของเมืองแถง(เดียนเบียนฟู)
แต่ในช่วงอาณานิคม ชาวยุโรปกลับแบ่ง กลุ่มตามสีสันของเครื่องนุ่งห่มที่สวมใส่ จึงกลายเป็นกลุ่มที่ใส่ผ้านุ่งสีดำ คือไทดำ และนุ่งผ้าสีขาวหรือสีอ่อนคือไทขาวตั้งแต่นั้นมา รวมทั้งเรียกกลุ่มที่ใส่เสื้อผ้าสีแดงเป็น ไทแดง
ไทขาวและไทดำ มีจุดร่วมทางวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะ การสร้างถิ่นฐาน ครอบครัว และชุมชน ที่อาศัยอยู่ตามเส้นทางแม่น้ำดำ อันเป็น สายน้ำใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนไทมานาน
ข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิด ความเชื่อ สภาพแสดล้อมที่ส่งผลต่อการภูมิปัญญาของชาวไทดำ และไทขาว ในการสร้างหมู่บ้าน และเรือนที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตรวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัว พบว่าทั้งชาวไทดำและไทขาวนิยมสร้างเรือนไม้ยกพื้นสูง ใช้วัสดุในท้องถิ่น ที่หาได้ง่าย มีพื้นที่ใช้สอยภายในเรือนสอดคล้องกับวิถีชีวิต
เรือนของชาวไทขาวพบว่าไม่มีพื้นที่ห้องผีชัดเจนมากนักเมื่อเทียบกับเรือนชาวไทดำ อีกทั้งผังเรือนชาวไทขาวมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้หลากหลายกว่าชาวไทดำ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับแนวคิดความเชื่อของชาวไทขาวที่เริ่มมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมอื่น จึงเกิดการยืดหยุ่นมากกว่าชาวไทดำ
แต่ทั้ง ไทดำ ไทขาว ไทแดง ไทหล้า ผู้ไย้ ผู้ไต ผู้ไท ไทลื้อ ลาวลื้อ ลาวน้อย ต่างก็นับถือผีฟ้า ผีแถน เช่นเดียวกัน
นาขั้นบันไดมูกางจ่ายนาขั้นบันไดที่สวยที่สุดในเวียดนาม
(ติด 1 ใน10 นาขั้นบันไดที่สวยที่สุดในโลก) ในห้วงเวลาที่นาข้าวแบบขั้นบันไดสวยที่สุด(ข้าวกำลังเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่ง)
ข้าวสุกจากเหนือลงใต้ ผลไม้สุกจากใต้ขึ้นเหนือ
เที่ยวชาปา ในห้วงเวลาที่นาข้าวแบบขั้นบันไดสวยที่สุด
เมืองซาปา เมืองคนไทในตำนานมาแต่โบราณ ที่มีชื่อว่า เมืองโบ (หลายร้อยปีมาแล้วหรืออาจจะเกินพันปี)ต่อมาคนไทได้อพยพย้ายถิ่นจากเมืองโบ (ซาปา) ไปไกลแสนไกล (ปัจจุบันยังเหลือคนไทกลุ่มเล็ก ๆตกค้างอยู่ เรียกว่าไทหล้า ที่บ้านโฮ บ้านเมืองโบและบ้านเมืองหลวง)
แม่น้ำโบ เมืองโบ กับคนไท จึงมีตำนานที่ผูกพัน มองท้องทุ่งข้าวสีทองของซาปา….. ที่ปลูกเป็นแปลงแบบขั้นบันไดสวยงามสุดลูกหูลูกตา เคียงข้างขุนเขา
…….ในยามที่อากาศกำลังเย็นสบาย ……..
…….ในยามที่แสงแห่งตะวันบ่ายคล้อยที่ทาบทาลงไปยังยอดเขา
…….ในยามที่แสงแดดอ่อน ๆ ยามบ่ายทาบทาลงบนยอดข้าว ก่อนจะลาลับเหลี่ยมเขาไปกับแสงสุดท้ายของวัน
ขณะที่ในบางปีขุนเขาที่นี่เคยมีหิมะปกคลุม
ซาปา เมืองที่โอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งเทือกเขาฟานซิปัน เทือกเขาที่สูงที่สุดในอินโดจีน และมีลำธารสายน้อย ๆ ไหลผ่าน ไหลมาจากลำห้วยเล็กๆ ที่มีก้อนหินน้อยใหญ่วางสลับซับซ้อนเรียงรายกัน เป็นแนวยาวไกลสุดลูกหูลูกตา จนกลายเป็น แม่น้ำ ที่เรียกชื่อว่า “แม่น้ำโบ”
เมืองซาปา เมืองคนไทในตำนานมาแต่โบราณ ที่มีชื่อว่า เมืองโบ ต่อมาคนไทได้อพยพย้ายถิ่นจากเมืองโบ (ซาปา) ไปไกลแสนไกล (ปัจจุบันยังเหลือคนไทกลุ่มเล็ก ๆตกค้างอยู่ เรียกว่าไทหล้า)
แม่น้ำโบ เมืองโบ กับคนไท จึงมีตำนานที่ผูกพัน
ใครที่หลงใหลการถ่ายภาพนาข้าวขั้นบันได ที่มีนาข้าวกำลังสุกเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่ง ประมาณปลายเดือนสิงหา ถึงต้นเดือนกันยา ภาพบรรยากาศแบบนี้ (หรือสวยงามกว่านี้แบบเขียวตัดเหลือง)
จะพบได้ที่ซาปา เมื่อไปเยือนซาปาในห้วงเวลาดังกล่าว จะได้สัมผัสความงามของขุนเขา ที่สลับซับซ้อน พบกับทะเลหมอกสุดสายตา ตามไหล่เขาค่อย ๆ ลาดลดลงไป และเมื่อข้าวสุกท้องทุ่งจะกลายเป็นสีเหลืองอร่าม ทำให้นาข้าว กลายเป็นทะเลสีทอง …
ผู้ไปเยือนจะได้ดื่มด่ำกับความสวยงามแบบโรแมนติกท่ามกลางเทือกเขาสูงเสียดฟ้า อากาศเย็นสบาย
นี่คือความประทับใจต่อซาปา … นี่คือความประทับใจต่อเวียดนาม ..
ซาปาจึง นับได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่สร้างความประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจ ให้นักเดินทาง หลายคนไปสัมผัสกับ ความสวยงามมากมาย ที่รายล้อมเอาไว้ ทั้งขุนเขาสูงสลับซับซ้อน และธรรมชาติที่สวยงาม
ใคร ๆก็ฝันว่า จะไปเยือนซาปาให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต คนที่เคยไปมาแล้วก็อยากไปเยือนอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่คิดจะเบื่อซาปาเลย
นี่คือเสน่ห์ของซาปา
ข้าวสุกจากเหนือลงใต้ ผลไม้สุกจากใต้ขึ้นเหนือ
ถึงต้น กันยา ข้าวนาขั้นบันไดที่ซาปา เวียดนามเหนือ เริ่มสุกเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่งและหุบเขาแล้ว
ซาปา ….. เมืองสุนทรียะ…..เมืองสรวงสวรรค์ของทุก ๆคน
เมืองที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ต่างใฝ่ฝันที่จะไปเยือนสักครั้งในชีวิต
ไปซาปาเพื่อให้ได้แรงบันดาลใจที่เจิดจรัส และมีความคิดที่สร้างสรรค์
การให้รางวัลชีวิตของเรา แม้ไม่มีใครยื่นให้ ตัวเราเองนั้นแหละต้องให้รางวัลกับชีวิต …
บางคนเหนื่อยจากการทำงาน ก็ต้องมีรางวัลให้กับชีวิตเพื่อชีวิตจะได้มีกำลังใจ เราต้องสนใจเอาใจใส่กับการดูแลชีวิตด้วยการให้รางวัลชีวิตของเราครับ
ให้รางวัลชีวิตของเรา ด้วยการไปเยือนซาปาซาปา….. เมืองสรวงสวรรค์ของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก
เที่ยวซาปา “สวิสเซอร์แลนด์แห่งเวียดนาม”
ซาปา เมืองในสายหมอก หรือเป็นที่กล่าวขานกันว่าคือ สวิตเซอร์แลนด์แห่งเวียดนาม
เมืองซาปาอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม ที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงและมีหมอกปกคลุม จึงเป็นเมืองที่มีบรรยากาศดีมาก และที่สำคัญในช่วงที่เวียดนามเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เมืองซาปาได้ถูกสร้างให้เป็นเมืองตากอากาศของชาวฝรั่งเศส ที่เที่ยวซาปาจึงเต็มไปด้วยขุนเขาที่มีหมู่บ้านชาวเขา นาขั้นบันได สายหมอก ดอกไม้ และยังมีสถาปัตยกรรมสวยๆ ได้กลิ่นอายของฝรั่งเศสอีกด้วย ใครชอบฟีลธรรมชาติแบบนี้ มาซาปารับรองว่าไม่มีผิดหวัง
ซาปา เมืองแห่งสายหมอก เช็คอินคาเฟ่สุดชิค MOANA CAFÉ คาเฟ่ที่กำลังมาแรงสุดที่ซาปาตอนนี้เลย เที่ยวหมู่บ้านชาวเขากั๊ตกั๊ต (หรือเลือกเที่ยว The best view SaPa) ถนนคนเดินซาปา. นั่งรถไฟวินเทจจากสถานีซาปาสู่สถานีกระเช้า พิชิตยอดเขาฟานซิปัน หลังคาแห่งอินโดจีน
ยอดเขาฟานซีปัน คือสุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด เมื่อได้มาเยือนเมืองซาปา เพราะยอดเขาเเห่งนี้เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในเวียดนาม และอินโดจีน(+ไทย) คือ มีความสูงถึง 3,143 เมตร สมกับคำล้ำลือที่เรียกกันว่า หลังคาแห่งอินโดจีน
หากชมวิวจากจุดนี้จะพบกับความสวยงามจนต้องตะลึง วิวสวยมาก หมอกปกคลุม เป็นบรรยากาศที่งดงามกว้างไกล ดื่มด่ำความสดชื่นได้อย่างเต็มปอด
หากขึ้นมาบนยอดเขาฟานซิปันแล้ว จะพบกับสัญลักษณ์พีระมิดที่ทำจากสแตนเลส อยู่บนกลุ่มหินขนาดใหญ่ และไฮไลท์อีกอย่างนึงก็คือการนั่งกระเช้าไฟฟ้า เป็นกระเช้าที่เราจะได้ชมความงามของธรรมชาติอย่างเต็มที่และกว้างขวาง
789AsiaTravel ขอเชิญท่านร่วมเดินทางไปบนถนนสายความสุข