ทริปทางวัฒนธรรม นั่งรถไฟลาว-จีน ไปเมืองแถน 5 วัน 4 คืน 10-14 มีนาคม 2566

ทริปการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
(สืบรากเหง้าผู้ไทเมืองแถน เล่าขานตำนานน้ำเต้าปุงและนาน้อยอ้อยหนู)
ร่วมสืบรากเหง้า ผู้ไท/ไทดำ/ไทยสยามและลาวเก่า
เยือนเมืองแถน/เมืองแถง (เดียนเบียนฟู) ดินแดนแห่งบรรพชน
นั่งรถไฟความเร็วสูงลาว-จีนทั้งไปและกลับไปเมืองแถน
เที่ยวเมืองวังเวียง เมืองหลวงพระบาง เมืองไซ(อุดมไซ)
เมืองหนองเขียว และเมืองแถน(เดียนเบียนฟู)

อัตราค่าบริการ 17,998-
หมายเหตุ ; **ราคานี้ยังไม่รวมค่าทิปไกด์เวียดนามและคนขับรถ จำนวน 700 บาทต่อท่าน **


วันที่ 10/03/66 กาฬสินธุ์(กุฉิฯ เขาวง)-เมืองสกลนคร-อุดรธานี -นครหลวงเวียงจันทน์-วังเวียง-หลวงพระบาง

02.00น. คณะพร้อมกันที่นัดหมายหน้า สภอ.กุฉิฯ เดินทางผ่านเขาวง นาคู อ.เมืองสกลนคร พรรณานิคม
พังโคน สว่างแดนดิน เมืองอุดรธานี และเมืองหนองคาย สู่จังหวัดอุดรธานี และหนองคาย ระยะทาง 350 กม.
ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง
06.30 น. เดินทางถึงเมืองหนองคาย นำท่านตรวจเช็คเอกสาร ทำการข้ามด่านสะพานมิตรภาพไทยลาว เมื่อข้ามแม่น้ำโขงและผ่านการตรวจเอกสารเข้าประเทศลาวเรียบร้อยแล้ว
07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ร้านอาหารนครหลวงเวียงจันทน์ (มื้อที่1)
08.00 น. ถ่ายภาพที่ระลึก ณ ประตูชัย จากนั้นพาท่านเดินทางต่อ โดยเส้นทางด่วนลาว-จีน เข้าสู่เมืองวังเวียง ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมง สองข้างทางท่านจะได้ชมทัศนียภาพของป่าไม้ หมู่บ้านท้องถิ่นและภูเขาหินปูน

สัมผัสความสนุกตื่นเต้นกันต่อ นำท่านไปเที่ยวบูลากูน และถ้ำนางฟ้า
รับประทานอาหารกลางวัน วังเวียง (มื้อที่ 2)
หลังจากนั้นนำท่านล่องน้ำซอง โดยเรือหางยาว ใช้เวลาในการล่องไป-กลับ 1 ชั่วโมง

16.58 น. เดินทางต่อจากสถานีรถไฟฟ้าวังเวียง ที่ไปเมืองหลวงพระบาง ด้วยรถไฟฟ้าลาวจีน
18.00 น. เดินทางโดยรถไฟฟ้าลาวจีนถึงเมืองหลวงพระบาง
เย็น ทานอาหารค่ำ ที่เมืองหลวงพระบาง ร้านอาหารชื่อดังของคนท้องถิ่น เป็นอาหารพื้นเมือง มีรสชาติที่
อร่อยมากเป็นเอกลักษณ์พิเศษแบบชาวลาว หลังจากนั้นนำท่านท่องตลาดมืด (ตลาดราตรี)
พัก โรงแรมระดับสามดาว ที่เมืองหลวงพระบาง


วันที่ 11/03/66 หลวงพระบาง – อุดมไซ – นั่งรถไฟชมธรรมชาติเมืองลาว (08.42 น. – 09.58 น.) เมืองหล้า นมัสการพระเจ้าสิงห์คำ – เดินทางไปเมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ผ่านด่านตม.ไตจาง – เมืองแถนชมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม ไทดำเมืองแถน

เช้า ตักบาตรข้าวเหนียวเมืองหลวงพระบาง และนำท่านเดินชมตลาดสดยามเช้าตรู่ของเมืองหลวงพระบาง
รับวันใหม่ทานอาหารเช้าที่ร้านประชานิยม ร้านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง ริมฝั่งแม่น้ำโขง (มื้อที่4)
09.48 น. อำลาเมืองมรดกโลก นั่งรถไฟลาวจีน หลวงพระบาง – อุดมไซ เที่ยวเช้า ท่านจะได้สัมผัสวิวทิวทัศน์ที่งดงาม ข้ามแม่นผ่านหมู่บ้านชมทุ่งนาป่าเขาที่สวยงามได้อย่างเต็มอิ่ม ถ่ายรูปเก็บความประทับใจได้ตลอดทาง
10.40 น. เดินทางถึงเมืองอุดมไซ ไปเที่ยวชมวัดไทลื้อ นมัสการพระสิงห์คำที่วัดพระเจ้าสิงห์คำไซยะราม เมืองหล้า แขวงอุดมไซ
เที่ยง รับประทานอาหารมื้อเที่ยง (มื้อที่ 5) ที่ปากน้ำน้อย รับประทานอาหารป่าพื้นเมืองและเหล้ายาดองพื้นเมือง (เตรียมไว้)
เดินทางไปเมืองแถน ( เดียนเบียนฟู) ผ่านด่านตม.ไตจาง
เยี่ยมชม งานเทศกาลดอกไม้ป่าบาน ที่ตัวเมืองแถน
เย็น รับประทานอาหารเย็น (มื้อที่ 6) และชมการแสดงทางศิลปะวัฒนธรรม ไทดำเมืองแถนในหมู่บ้านไทดำในเมืองแถง (เดียนเบียนฟู)
คืนวันที่ 2 นอนเมืองแถน พักโฮมสเตย์ หมู่บ้านไทดำในเมืองแถน (เดียนเบียนฟู)



วันที่ 12/03/66 บ้านสามหมื่น หรือเวียงสามหมื่น เมืองแถน แต่ครั้งโบราณ – นาน้อยอ้อยหนู – หนองฮกหนองฮาย – เมืองแถง (เดียนเบียนฟู) เนิน A1 หรือปอมล้านเจือง -พิพิธภัณฑ์สงครามเดียนเบียนฟู – ร่วมงานเทศกาลดอกไม้ป่าบานที่เมืองแถน

เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเมืองแทง (มื้อที่ 7)
“หากไม่มีเรื่องราวที่เป็นเรื่องเล่า ตำนานและนิทานในอดีตกาลแห่งชนชาติตน ให้ได้เล่าขาน คนเราและลูกหลานเราก็จะไม่มีความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และชนชาติของตน”
“ขอจงภาคภูมิใจในรากเหง้า ประวัติความเป็นมาและความเป็นไปในชาติพันธุ์ของตนเองเพราะไม่ว่าเราจะเป็นอะไร ก็ไม่จริงเท่ากับเป็นตัวเรา”
เยี่ยม บ้านสามหมื่น หรือเวียงสามหมื่น เมืองแถน แต่ครั้งโบราณ

เยี่ยมนาน้อยอ้อยหนู  และ ไปเยี่ยมชม หนองฮกหนองฮาย ตามตำนานน้ำเต้าปุง

ฟังตำนาน/ประวัติศาสตร์ ไทดำรบชนะผู้ไทที่เมืองแถน (นาน้อยอ้อยหนู) และต่อมาไทดำได้ตั้งเมืองขึ้นมาใหม่ เรียกเมืองแถง(เดียนเบียนฟู) การที่ไทดำรบชนะผู้ไทที่เมืองแถนหรือนาน้อยอ้อยหนู เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผู้ไทกลุ่มใหญ่ อพยพมาคำม่วนและสะหวันนะเขต (ผ่านทางหัวพัน)

เดินทางต่อไปหนองฮกหนองฮาย และหนองอูวา อาบน้ำร้อนที่หนองอูวา (ต่อท่อน้ำร้อนมาจากหนองฮกหนองฮาย) ตามความเชื่อตำนานน้ำเต้าปุง

ภาพ ที่หนองฮกหนองฮาย หนองน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตามตำนานน้ำเต้าปุง ว่ามีมนษย์ 5คู่ลอยมาจากฟ้า
มากับน้ำเต้าปุงมาเกิดในโลกมนุษย์

รับประทานอาหารกลางวัน (มื้อที่ 8) ที่ Doi ba ในหมู่บ้านไทดำ บ้านTaluong (บ้านตาหลวง) พร้อมชมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทดำ
บ่าย เที่ยวในเมืองแถน (เดียนเบียนฟู) เที่ยวชม เนิน A1 หรือปอมล้านเจือง

(ล้านเจืองคือ ผู้นำพาไทดำมาสร้างเมืองแถนแล้วเสียชีวิตที่นั่น) อยู่ใจกลางเมืองแถงปอมลานเจืองนี้ จึงมีความสำคัญทั้งในตอนตั้งเมืองแถง ของผู้ไต (ไทดำ)และตอนสงครามกับฝรั่งเศส ที่เรารู้จักในนาม “ยุทธการเดียนเบียนฟู” ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

ประวัติของเมืองแถงมีอยู่ว่า…..
ท้าวสรวงผู้นำกลุ่มผู้ไต (ไทดำ) ที่เมืองลอมีลูกชายชื่อท้าวลอ ท้าวลอมีลูกชื่อท้าวลานเจือง ในคริสต์ศตวรรษ ที่ 11 (พุทธศตวรรต ที่ 14-15) ท้าวลานเจือง หรือท้าวล้านเจือง หลานชายท้าวสรวงผู้นำกลุ่มผู้ไต (ไทดำ) พาไพร่พลจากเมืองลอ ผ่านเมืองลา เมืองมวก เมืองหม้วย เมืองควาย มาอยู่เมืองแถน (เดียนเบียนฟู)
การมาอยู่เมืองแถนของท้าวลานเจืองในระยะแรกต้องต่อสู้จนได้ชัยชนะต่อพวกลาวเก่า หรือ ผู้ไท หรือ ลื้อดำ ท่านศาสตราจารย์คำจอง และ Michael C Howard & Kim Be Howard เรียก ไทกลุ่มนี้ว่า “ไทลาว – ผู้ไท” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ตั้งเมืองอยู่ที่ เมืองนาน้อยอ้อยหนู มาก่อนไทดำ (ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษ ที่ 8-9 หรือพุทธศตวรรต ที่ 13)
ต่อมาไทกลุ่ม “ไทลาว – ผู้ไท” เมืองนาน้อยอ้อยหนู ได้มาตั้งเมืองที่ “เวียงสามหมื่น” ซึ่งอยู่บริเวณใกล้ๆกัน และได้ชื่อว่า “เมืองแถน” ในเวลาต่อมา
หลังจากเอาชนะกลุ่ม”ไทลาว-ผู้ไทที่นาน้อยอ้อยหนู(เวียงสามหมื่น )แล้วท้าวลานเจืองยังได้ต่อสู้จนได้ชัยชนะต่อพวก กำมุ ที่ เมืองเชียงจัน อีกด้วย
แต่ท้าวลานเจืองตายในระหว่างการสู้รบ ภายหลังจากยึดปอม (เนิน) กลางเมืองได้ ปอมกลางเมืองนี้ ได้เป็นที่ฝังศพปู่เจ้าลานเจือง ผู้เป็นบรรพบุรุษตระกูลผู้ไต (ไทดํา) เมืองแถน โดยผู้ไต (ไทดำ) ได้ตั้งเมืองอยู่ที่เมืองของกำมุที่ยึดได้นี้ ซึ่งมีศูนย์กลาง การปกครองอยู่ที่ “เชียงจัน” และต่อมาเมืองเชียงจันได้ถูกเรียกชื่อเมืองใหม่ ว่า”เมืองแถน” ตามชื่อเมืองเดิม ของกลุ่ม “ไทลาว – ผู้ไท” แต่ไทดำออกเสียงเป็น “เมืองแถง” และได้เรียก ปอมกลางเมืองนี้ว่า “ปอมลานเจือง” ต่อมา “ปอมลานเจือง” ที่เดียวกัน ได้ถูกเรียกชื่อ เป็น เนิน A1 ตั้งแต่ครั้งสมัยทำสงคราม กับฝรั่งเศส จนถึงปัจจุบัน
หลังจากนั้นเดินทางไปชมพิพิธภัณฑ์สงครามเดียนเบียนฟู ฟังตำนานการรบที่เลื่องชื่อก้องโลก เวียดนามกง (นำโดยลุงโฮ) รบชนะฝรั่งเศส ที่เมืองแถง(เดียนเบียนฟู)

การต่อสู้ที่เดียนเบียนฟู เป็นการต่อสู้ของกองกำลังเวียดนามที่บัญชาการรรบโดย นายพลหวอ เงวียน ย้าป ที่ครบรอบวันคล้ายวันเกิด 100 ปี ไปเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา กองกำลังเวียดมินห์ได้ขนปืนใหญ่ผ่านป่าขึ้นที่สูง เพื่อล้อมฝรั่งเศส ที่บัญชาการโดยพันเอก คริสเตียน เดอ คาสตรีส์ ซึ่งหลุมบังเกอร์ขนาด 4 ห้อง ที่ใช้เป็นที่บัญชาการถูกบูรณะขึ้นใหม่บางส่วนนายดว่าน วัน จี๋ เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวในพื้นที่ กล่าวว่า ส่วนพื้นที่บัญชาการดั้งเดิม จะสร้างขึ้นใหม่ในอนาคตการต่อสู้ดังกล่าวนำไปสู่การล่มสลายของอาณานิคมฝรั่งเศส ขณะเดียวกัน การต่อสู้ดังกล่าวก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปหลายพันคนจากทั้งสองฝ่าย สนามเพลาะถูกสร้างขึ้นใหม่เป็นช่วงๆ บนเนินเขา Hill A-1 หรือที่รู้จักในชื่อ “Eliane” ตามภาษาฝรั่งเศส ที่ที่การสู้รบดำเนินไปอย่างดุเดือด พื้นที่เต็มไปด้วยเลือดระหว่างการต่อสู้ แต่ในเวลานี้ พื้นที่ดังกล่าวเงียบสงบและเป็นสวนสาธารณะเพื่อเป็นอนุสรณ์อยู่ใจกลางเมืองเดียนเบียน

เที่ยวชมตลาดสดเมืองแถนดูวิถีชีวิตผู้คนในบ้านเมืองในยามเย็น

เย็น รับประทานอาหารเย็น (มื้อที่ 9) และชมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม ไทดำเมืองแถงในร้านอาหารไทดำในเมืองแถง (เดียนเบียนฟู)
คืนวันที่ 3 นอนเมืองแถน พักโรงแรมเมืองแถน (Mường Thanh hotel Dien Bien) หรือเทียบเท่า 4 ดาว


วันที่ 13/03/66 เมืองแถง – ด่านไตจาง – ปากน้ำน้อย เมืองขวา- หนองเขียว(เมืองงอย)

เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเมืองแทง (มื้อที่10) ดื่มกาแฟเวียดนามแท้ๆ ที่ร้านกาแฟเมืองแถง แล้วอำลาเมืองแถง เดินทางกลับ สปป.ลาว ผ่านด่านไตจาง
เที่ยง รับประทานอาการกลางวัน (มื้อที่ 11) เป็นอาหารพื้นเมืองจากธรรมชาติ ที่ร้านอาหาร ปากน้ำน้อย เมืองขวา (อาหารพิเศษ มีการสั่งล่วงหน้า) เดินทางไปหนองเขียว(เมืองงอย)
บ่าย เที่ยวเมืองหนองเขียว
(การนั่งเรือจากเมืองขวามาหนองเขียว สามารถล่นระยะเวลาในการเดินทางได้ นอกจากการได้ชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำอู – การล่องเรือเป็นบริการเสริม มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
เย็น รับประทานอาหารเย็น (มื้อที่ 12) ที่หนองเขียว(ริมฝั่งน้ำอู)
คืนวันที่ 4 นอนรีสอร์ทหนองเขียว เมืองงอย แขวงหลวงพระบาง ริมแม่น้ำอู (เฮือนพักอาทิต รีสอร์ท)

หนองเขียว-เมืองงอย สวรรค์บนดินริมน้ำอู
ถ้าจะบอกว่า หนองเขียว-เมืองงอย จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่และเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของวังเวียงก็สามารถว่าได้เช่นนั้น เพราะเชื่อเถอะว่าแหล่งท่องเที่ยวริมน้ำขนาบด้วยผาหินสูงชันด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์แบบนี้พริบตาเดียวยอดผู้มาเยือนจะต้องไต่ขึ้นชั่วพริบตา(ต้องไปเยือนก่อนเสน่ห์บริสุทธิ์จะจางหายเมื่อคนไปเที่ยวมากขึ้น)  การเติบโตรวดเร็วของสวรรค์บนดินแห่งใหม่ที่ไม่แพ้วังเวียงแบบปากต่อปาก ทำให้เราสามารถพบเห็นนักท่องเที่ยวจากยุโรปอเมริกาฝรั่งเดินกันขวักไขว่มากกว่านักท่องเที่ยวบ้านใกล้อย่างคนไทยหลายขุม

หากวังเวียงคือแหล่งท่องเที่ยวกลางป่ามีเขามีน้ำที่ดิบ-บริสุทธิ์เหมาะกับการไปพักแบบชิล-ชิล หนองเขียว เมืองงอย ก็มีสิ่งดังกล่าวแบบที่วังเวียงมีไม่แตกต่างกัน และจุดดังกล่าวนี้เองที่หนองเขียว เมืองงอย จะเติบโตพรวดขึ้นมาอย่างผิดตา และเชื่อแน่ว่าที่นี่จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของลาวภาคเหนือในอนาคตอย่างแน่นอน

หนองเขียว- เมืองงอย น้ำอู และความสำคัญทางประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานชนชาติไทย-ลาว จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์  ทำให้เราทราบว่า บริเวณลุ่มน้ำอู  ลุ่มน้ำโขงต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำสาขา ได้มีผู้คนอพยพเคลื่อนย้าย จากเมืองแถน ด้วยเหตุผลทางการเมืองและทางภูมิศาสตร์ที่ใช้น้ำอู น้ำโขงเป็นเส้นทางเคลื่อนย้ายลงมาทางใต้มาแต่โบราณนานมา   เช่นในตำนานสิงหนวัติกุมารกล่าวถึง การอพยพของกลุ่มคนไทลงมาตั้งอยู่ที่เมืองนาคพันธ์สิงหนวัตินคร (ต่อมาคือโยนกนคร) อยู่ในเขตอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และตามพงศาวดารล้านช้าง ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า ขุนบรม (บูลม) ได้สร้างเมืองแถน ที่ทุ่งนาน้อยอ้อยหนู ประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 แล้ว ได้ส่งลูกชาย 7 คนไปครองเมืองต่างๆในเขตประเทศไทย สปป.ลาว และเวียดนาม ในปัจจุบันไทดำ ลาวเก่าหลวงพระบาง พวน ผู้ไท และไทยสยาม(ส่วนหนึ่ง) ต่างมีตำนาน ว่าด้วยความเป็นมาของผู้คนและบ้านเมืองเชื่อมโยงกับเมืองแถน ทั้งนั้น …………

 “ขอจงภาคภูมิใจในรากเหง้า ประวัติความเป็นมาและความเป็นไปในชาติพันธุ์ของตนเองเพราะไม่ว่าเราจะเป็นอะไร ก็ไม่จริงเท่ากับเป็นตัวเรา”

หากไม่มีเรื่องราวที่เป็นเรื่องเล่า ตำนานและนิทานในอดีตกาลแห่งชนชาติตน ให้ได้เล่าขาน คนเราและลูกหลานเราก็จะไม่มีความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และชนชาติของตน


วันที่ 14/03/66 หนองเขียว(จุดชมวิวผาแดง) – เมืองหลวงพระบาง (พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หอพระบาง วัดเชียงทอง วัดวิชุนราช (หรือวัดพระธาตุหมากโม)) – เดินทางกลับรถไฟฟ้าความเร็วสูง (หลวงพระบาง – เวียงจันทน์) – ด่านตม.หนองคาย – อุดรธานี -หนองนาคำ – ขอนแก่น กาฬสินธุ์

เช้า ปีนเขาขึ้นชมจุดชมวิวที่สวยที่สุดในหนองเขียว(จุดชมวิวผาแดง ปีนขึ้น 1ชม.ลง 40นาที)
รับประทานอาหารเช้า(มื้อที่ 13) ที่รีสอร์ทที่พัก

เที่ยว หนองเขียว และเดินทางกลับหนองเขียว(จุดชมวิวผาแดง) แล้วเดินทางต่อไปหลวงพระบาง
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่ (มื้อที่ 14) เมืองหลวงพระบาง
บ่าย เที่ยวหลวงพระบาง แหล่งมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การยูเนสโก ผ่านวัดวาอารามสถานที่สิ่งก่อสร้างเก่าแก่ และเป็นเอกลักษณ์ ธรรมชาติอันงดงาม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน


หลวงพระบาง เป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังในระดับโลก สำหรับคนไทย หลวงพระบางก็มีประวัติศาสตร์ที่เคียงคู่มาด้วยกันเสมอๆ นับตั้งแต่ยุคสมัยเชียงแสน ล้านช้าง ด้วยความที่เป็นเมืองติดแม่น้ำโขงที่สวยงาม มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย ที่ยังคงสถาปัตยกรรมอันสวยงามยากจะหาที่ไหนเหมือนได้ ด้วยเอกลัษณ์และความสวยงามของเมือง ตึกรามบ้านช่อง ที่ได้รับอิทธิพลจากสมัยยุคล่าอาณานิคม ทำให้มีอาคารในรูปแบบสถาปัตยกรรม โคโลเนียลสไตล์ อยู่ทั่วไป ตัวเมืองยังมีที่ตั้งที่สวยงามล้อมรอบด้วยแม่น้ำสองสาย คือ น้ำโขงและน้ำคาน และยังคงมีธรรมชาติอันสวยงามอยู่รายรอบเมือง รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยังคงสวยงามและสืบสานมาจนทุกวันนี้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เมืองหลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทั้งเมือง

ชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง หอพระบาง วัดเชียงทอง วัดวิชุนราช (หรือวัดพระธาตุหมากโม) จากนั้นพาท่านเข้าชมพระราชวังเจ้ามหาชีวิตแห่งอาณาจักรล้านช้าง ชมเครื่องราชบรรณาการที่ชาวต่างชาตินำมาถวายพระมหากษัตริย์ในสมัยก่อน

เข้าชมวัดเชียงทอง วัดหลวงประจำราชวงศ์ลาวที่ทั่วโลกยกย่องให้เป็นเพชรยอดมงกุฎแห่งล้านช้าง ชมลายคำที่วิจิตรบรรจง แต่ละภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติและตำนานโบราณของหลวงพระบาง จากนั้นเดินไปด้านหลัง ชมโรงเก็บราชรถไม้แกะสลักปิดทองของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ พระมหากษัตริย์แห่งเมืองหลวงพระบาง

เย็น รับประทานอาหารเย็น (มื้อที่15) ที่เมืองหลวงพระบาง
18.20 น. เดินทางกลับ นั่งรถไฟฟ้าความเร็วสูง จากหลวงพระบาง – เวียงจันทน์ (กลับรถไฟฟ้าความเร็วสูง 18.20 น.-20.25 น.ทันด่านปิด) เดินทางผ่านด่านตม.หนองคาย
22.00 น. เดินทางจากหนองคาย กลับ กุฉินารายณ์ เขาวง( กาฬสินธุ์ ) ผ่านเมืองสกลนคร โดยสวัสดิภาพ และประทับใจ


การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เยือน วังเวียง หลวงพระบาง อุดมไซ หนองเขียว และเมืองแถน (เดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม)
5 วัน 4 คืน 10-14 มีนาคม 2566
เริ่มต้นกุฉินารายณ์ เขาวง (กาฬสินธุ์) แวะรับสกลนคร อุดรธานี และหนองคาย

การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
การจัดท่องเที่ยวแบบนี้ มีความพิเศษตรงที่นักท่องเที่ยวจะให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้ผ่านเรื่องเล่า ตำนาน นิทาน และประวัติความเป็นมาของพื้นที่ หรือแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ

ทริปทางวัฒนธรรมนั่งรถไฟฟ้าลาวจีนไปเยือนเมืองแถน (เดียนเบียนฟู)
ร่วมงานเทศกาลดอกไม้ป่า (ชงโคป่า) บาน
วันที่ 10-14 มีนาคม 2566

ทริปนี้
.ฟังตำนานน้ำเต้าปุง ที่ หนองฮกหนองฮาย ตำนานขุนบรม ตำนานปู่เยอญ่าเยอ (หนองอูวา) กับความเป็นมาของนาน้อยอ้อยหนู เมืองแถน และเมืองหลวงพระบาง
.ฟังตำนานเมืองไล กับความเป็นมาของเมืองไซ(อุดมไซ) และผู้ไทคำม่วนสะหวันนะเขต
.ฟังตำนานผาบุญ(หรือผาขี้สูด) กับการสร้างเมืองหลวงพระบาง เมืองสาง และเมืองวัง
.ฟังตำนาน/ประวัติศาสตร์ ไทดำรบชนะผู้ไทที่เมืองแถน (นาน้อยอ้อยหนู) และต่อมาไทดำได้ตั้งเมืองขึ้นมาใหม่ เรียกเมืองแถง(เดียนเบียนฟู) การที่ไทดำรบชนะผู้ไทที่เมืองแถนหรือนาน้อยอ้อยหนู เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผู้ไทกลุ่มใหญ่ อพยพมาคำม่วนและสะหวันนะเขต (ผ่านทางหัวพัน)
.ฟังตำนานการรบที่เลื่องชื่อก้องโลก เวียดนามกง (นำโดยลุงโฮ) รบชนะฝรั่งเศส ที่เมืองแถง(เดียนเบียนฟู)
การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมีความพิเศษกว่าการเดินทางท่องเที่ยวโดยทั่ว ๆ ไป ความสนใจ แรงดึงดูดใจ ของการท่องเที่ยวแบบนี้ จึงอยู่ที่คุณลักษณะที่การให้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ของบ้านเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ งานเทศกาล งานเฉลิมฉลอง พิธีกรรม และศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การแสดง รวมทั้งสินค้าพื้นเมือง อาหารการกินพื้นเมือง เครื่องแต่งกาย อาคารบ้านเรือน ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ มักจะแฝงอยู่ในเรื่องเล่า ตำนาน หรือนิทาน ด้วย ทริปนี้
.กินเหล้าพื้นเมือง อาหารพื้นเมือง กับพี่น้องไทดำเมืองแถน
.กินอาหารพื้นเมือง กับพี่น้องแขวงอุดมไซที่ปากน้ำน้อยเมืองขวา 2 มื้อ ทั้งขาไปและกลับ (ที่นี่อาหารป่าอุดมสมสมบูรณ์มาก พร้อมเหล้ายาดองสมุนไพรพื้นเมือง สูตรพิเศษ)
.ชมการแสดง และฟ้อนรำพื้นเมืองกับพี่น้องไทดำเมืองแถน(พร้อมตำจอกสามัคคี)
.ร่วมถ่ายภาพกับสาวไทดำเมืองแถน ที่แต่งชุดพื้นเมือง
.ชมความงามของเมืองหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก
.ชมความงามทางธรรมชาติ ของเมืองวังเวียง และเมืองหนองเขียว (หนองเขียวเมืองที่ ได้ชื่อว่า มีธรรมชาติที่สวยงามที่สุดของเมืองลาว วังเวียงยังเป็นรอง )
789 รุ่งเรือง ให้ความสนใจ จัดการท่องเที่ยวทางธรรมชาติและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ เป็นการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่มุ่งเรียนรู้จากวัฒนธรรมอื่นๆ เพื่อให้เกิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ที่กว้างไกล จากการมีประสบการณ์ในแหล่งวัฒนธรรมที่คงเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นนั้นๆ
การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์จึงมีส่วนทำให้นักท่องเที่ยว ได้รับความรู้ ความเข้าใจ วัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนผ่านประสบการณ์ การมีส่วนร่วมกิจกรรมกับชุมชน
นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวได้มีปฎิสัมพันธ์ ทำให้ได้ความรู้ ได้รับคุณค่า พร้อมได้รับ ความเพลิดเพลิน ความบันเทิง จากการท่องเที่ยวในบริบทของมรดกทางวัฒนธรรม นั้นๆ ทั้งนี้ แนวคิดการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมแบบสร้างสรรค์ จะเน้นที่ การสะท้อนถึงความมีชีวิต วิถีชีวิต และการถ่ายทอดอย่างเป็นรูปธรรม จนทำให้สถานท่ี หรือแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและดึงดูดใจ
ทริปทางวัฒนธรรม ผู้ไท/ไทดำเยือนเมืองแถนเมืองแถง (เดียนเบียนฟู) ดินแดนแห่งบรรพชนผู้ไทและไทดำนั่งรถไฟความเร็วสูงลาว-จีนทั้งไปและกลับไปเมืองแถน เที่ยวเมืองวังเวียง เมืองหลวงพระบาง เมืองไซ(อุดมไซ) เมืองหนองเขียว และเมืองแถน
5วัน 4คืน 20-24ตุลาคม 2565
(สืบรากเหง้าผู้ไทเมืองแถน เล่าขานตำนานน้ำเต้าปุงและนาน้อยอ้อยหนู)
สนใจติดต่อ โทร.ไลน์ 096-196-5169 / 064-745-4629

หากไม่มีเรื่องราวที่เป็นเรื่องเล่า ตำนานและนิทานในอดีตกาลแห่งชนชาติตน ให้ได้เล่าขาน คนเราและลูกหลานเราก็จะไม่มีความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และชนชาติของตน

“….สำหรับใครก็ตามที่ให้ความสำคัญกับปัจจุบันและอนาคต ประวัติศาสตร์และการสืบค้นหา
รากเหง้า ที่มาของตนเองจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเสมอ”
กวี หิว ถินห์
นายกสมาพันธ์สมาคมวรรณกรรมและศิลปะแห่งประเทศเวียดนามและนายกสมาคมนักเขียนแห่งเวียดนามจากบทบรรณาธิการ “ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ขอให้ย้อนดูประวัติศาสตร์” ในหนังสือ “ดอกบัวบานในธารวรรณกรรม”
รากเหง้าที่มาของบรรพชนเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกท่านควรรู้ หากไม่มีบรรพชนก็จะไม่มีตัวเราในวันนี้ ขอจงได้ตระหนักถึง คุณค่า ความหมาย ของชีวิต และความภาคภูมิใจในตนจากรากเหง้าประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ในชนชาติของตน เพราะไม่ว่า เราจะเป็นอะไร ก็จะไม่เป็นจริงเท่าเป็นตัวของเรา ที่สืบสายมาแต่บรรพชนได้เลย
ทริปเยือนเมืองแถน แดนแห่งบรรพชน ทริปทางวัฒนธรรม เยือนวังเวียง หลวงพระบาง อุดมไซ หนองเขียว และเมืองแถน (เดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม) 5วัน 4คืน 20-24 ตุลา 65
เริ่มต้นกุฉินารายณ์ (กาฬสินธุ์) แวะรับสกลนคร อุดรธานี และหนองคาย
ทริปนี้จึงมีความหมาย มีความสำคัญ ต่อคนไทย คนผู้ไท คนพวน คนไทดำและคนลาว
จะขอยกบันทึกของ อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ ว่าด้วย “เมืองแถน คนไทย กับ ผู้ไท” ดังนี้
…..
คนไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีบรรพชนสายหนึ่งโยกย้ายจากลุ่มน้ำโขง และมีส่วนเชื่อมโยงไปถึงผู้ไท เมืองแถน
เชื้อสายแถนในไทย นิทานกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุงกับเรื่องขุนบรม เล่าว่าขุนบรมเป็นเชื้อสายแถน มีหลักแหล่งอยู่เมืองแถน แล้วขยายไปไทย
ขุนบรมให้ลูกชาย 7 คน แยกครัวไปสร้างบ้านแปลงเมืองตามที่ต่างๆ บริเวณลุ่มน้ำโขงไปถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา เฉพาะในเขตประเทศไทยทุกวันนี้ มี 2 คน คือ ไสผงกับงัวอิน
ไสผง ไปสร้างเมืองโยนก ในล้านนา (ไส แปลว่า ลูกชายคนที่สี่)
งัวอิน ไปสร้างเมืองอโยธยา ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา (งัว, งั่ว แปลว่า ลูกชายคนที่ห้า)
ต่อมาผู้คนจากดินแดนโยนก เคลื่อนย้ายลงทางทิศใต้ ผ่านเมืองพะเยา เมืองแพร่ ลงทางแม่น้ำน่าน (มีในตำนานสิงหนวัติกุมาร)
เมื่อลงถึงเมืองอุตรดิตถ์ แล้วสร้างบ้านแปลงเมืองบริเวณลุ่มน้ำโพ (ไหลลงแม่น้ำน่าน) ทาง ต. ทุ่งยั้ง มีพัฒนาการต่อไปเป็นประชากรรัฐสุโขทัยและรัฐอยุธยาในเวลาต่อมา
แถน คือขุนแผน บริเวณภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรียกแถนด้วยสำเนียงไทย ลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า ขุนแผน (หมายถึงพระพรหม มีในโองการแช่งน้ำ) เพราะยังไม่คุ้นชื่อเทวดาที่เรียกด้วยภาษาสันสกฤต จึงเอาคำลาวดั้งเดิมที่คุ้นเคยมาใช้เรียกแทน
แถน หมายถึง อำนาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ซึ่งถือเป็นบรรพชนของผู้ไทย (ลาวเก่า) และคนในตระกูลลาวทั้งหลาย บางที เรียกผีฟ้า, เจ้าฟ้า เพราะเชื่อว่าสิงอยู่บนฟ้า เป็นเจ้าใหญ่ของท้องฟ้า
แล้วเชื่ออีกว่าเป็นผู้ควบคุมน้ำที่มีบนฟ้า ซึ่งปล่อยให้ตกลงมาเป็นฝน จึงมีนิทานจุดบั้งไฟขอฝนบนฟ้าจากแถน
ร่องรอยเก่าๆ เหล่านี้ เป็นพยานแวดล้อมแน่นหนาว่าบรรพชนคนไทยสายหนึ่งเกี่ยวดองกับผู้ไท และเผ่าพันธุ์ต่างๆ ทางลุ่มน้ำโขงโยงถึงลุ่มน้ำแดง-ดำ ในเวียดนาม
จากคอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เทศ : คนไทย กับ ผู้ไท
เผยแพร่เมื่อ วันที่: 15 ม.ค. 59 เวลา: 19:00 น.
ณ ที่เมืองแถนมีเรื่องราวเป็นตำนานเล่าขานกันมาเนิ่นนานแล้ว นานมา
ณ หนองฮกหนองฮาย ตามตำนานน้ำเต้าปูงที่นาน้อยอ้อยหนู หรือเมืองแถนโบราณ จังหวัดเดียนเบียน ประเทศเวียดนาม มีตำนานเล่าขาน
……………
ตามตำนานน้ำเต้าปุง บอกบรรพชนคนผู้ไท คนลาว(ลาวเก่า) และบรรพชนคนไทย เกิดมาแต่น้ำเต้าปุงเป็นเทวดา และนางฟ้าที่ลอยมาแต่ฟ้า มาอยู่ยังโลกมนุษย์ และได้มาอาบน้ำที่หนองฮกหนองฮาย แห่งนี้ ผิวพรรณจึงได้ผ่องใส สติปัญญาจึงได้ดี
ตามตำนานบอกว่า ต่อมาขุนบรมจากเมืองแถน(หนองแส) ได้มาปกครองเมืองนาน้อยอ้อยหนู และได้สร้างเมืองแถนแห่งใหม่ ณ ที่แห่งนี้ขึ้นมา
ขุนบรมได้บอกสอนกับลูกหลานว่า…
ลูกหลานทั้งหลาย หากสูเจ้าอยากให้ตัวสูและบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองไปข้างหน้า ก็อย่าได้ลืมความแถน
“กินข้าวให้บอกให้หมาย กินแลงกินงายก็ให้บอกกับไท้แถน กินเนื้อให้ส่งขา กินปลาก็ให้ส่งฮอยแก่ไท้แถนนั้น เป็นการย้ำไท้ย้ำแถน ย้ำผีเฒ่า ย้ำผีเจ้ายืนกลาย”
คำสอนขุนบรม จากนิทานไท้แถน
คนผู้ไท คนพวน คนลาว คนไทยและลูกหลานขุนบรม มีความเชื่อว่า การมีสำนึกรู้คุณบรรพชนและการรำลึกถึงหรือได้ไปเยือนดินแดนแห่งบรรพชน นั้นนำมาซึ่งความปิติ-มีความสุขเปี่ยมล้น มีผลทำให้มีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต สร้างครอบครัว การทำงาน-ค้าขายให้กิจการเจริญรุ่งเรืองสืบไป….
“หากไม่มีเรื่องราวที่เป็นเรื่องเล่า ตำนานและนิทานในอดีตกาลแห่งชนชาติตน ให้ได้เล่าขาน คนเราและลูกหลานเราก็จะไม่มีความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์และชนชาติของตน”
ผมเชื่อเช่นนี้ครับ และผมยังเชื่อว่า ….
เมื่อใดที่เรายังสร้างประโยชน์ ให้กับตัวเอง และผู้อื่นได้ เราก็ยังมีคุณค่าในชีวิตอยู่เสมอ
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งสิ่งที่มนุษย์ต้องการจริงๆ ซึ่งไม่ได้มีแค่ “ความสุข สนุกสนาน” เท่านั้น หากแต่มนุษย์เรายังต้องการแสวงหาคุณค่า ความหมาย ของชีวิต และความภาคภูมิใจในรากเหง้า ความเป็นมาของบรรพชนเราอีกด้วย
การเดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยังมีส่วนช่วยให้มนุษย์ออกจากความทุกข์ ไปแสวงหาความหมาย คุณค่าของชีวิต และหาความสุขที่ลึกชึ้งยิ่งขึ้นได้ อีกด้วย
สนใจร่วมทริป ติดต่อ โทร.ไลน์ 096-196-5169 / 064-745-4629

นาน้อยอ้อยหนู เวียงสามหมื่น ผู้ไทเมืองแถนและไทดำเมืองแถง(เดียนเบียนฟู)
เพราะมีความฝัน จึงได้ออกเดินทางฝันถึงการพเนจรไปเมืองนาน้อยอ้อยหนู เวียงสามหมื่นและเมืองแถน (อีกครั้ง)
ปอมลานเจืองนี้ จึงมีความสำคัญทั้งในตอนตั้งเมืองแถง ของผู้ไต (ไทดำ)และตอนสงครามกับฝรั่งเศส ที่เรารู้จักในนาม “ยุทธการเดียนเบียนฟู” ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง
ประวัติของเมืองแถงมีอยู่ว่า…..
ท้าวสรวงผู้นำกลุ่มผู้ไต (ไทดำ) ที่เมืองลอมีลูกชายชื่อท้าวลอ ท้าวลอมีลูกชื่อท้าวลานเจือง ในคริสต์ศตวรรษ ที่ 11 (พุทธศตวรรต ที่ 14-15) ท้าวลานเจือง หรือท้าวล้านเจือง หลานชายท้าวสรวงผู้นำกลุ่มผู้ไต (ไทดำ) พาไพร่พลจากเมืองลอ ผ่านเมืองลา เมืองมวก เมืองหม้วย เมืองควาย มาอยู่เมืองแถน (เดียนเบียนฟู)
การมาอยู่เมืองแถนของท้าวลานเจืองในระยะแรกต้องต่อสู้จนได้ชัยชนะต่อพวกลาวเก่า หรือ ผู้ไท หรือ ลื้อดำ ท่านศาสตราจารย์คำจอง และ Michael C Howard & Kim Be Howard เรียก ไทกลุ่มนี้ว่า “ไทลาว – ผู้ไท” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ตั้งเมืองอยู่ที่ เมืองนาน้อยอ้อยหนู มาก่อนไทดำ (ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษ ที่ 8-9 หรือพุทธศตวรรต ที่ 13) ต่อมาไทกลุ่ม “ไทลาว – ผู้ไท” เมืองนาน้อยอ้อยหนู ได้มาตั้งเมืองที่ “เวียงสามหมื่น” ซึ่งอยู่บริเวณใกล้ๆกัน และได้ชื่อว่า “เมืองแถน” ในเวลาต่อมา
หลังจากเอาชนะกลุ่ม”ไทลาว-ผู้ไทที่นาน้อยอ้อยหนู(เวียงสามหมื่น )แล้วท้าวลานเจืองยังได้ต่อสู้จนได้ชัยชนะต่อพวก กำมุ ที่ เมืองเชียงจัน อีกด้วย
แต่ท้าวลานเจืองตายในระหว่างการสู้รบ ภายหลังจากยึดปอม (เนิน) กลางเมืองได้ ปอมกลางเมืองนี้ ได้เป็นที่ฝังศพปู่เจ้าลานเจือง ผู้เป็นบรรพบุรุษตระกูลผู้ไต (ไทดํา) เมืองแถน โดยผู้ไต (ไทดำ) ได้ตั้งเมืองอยู่ที่เมืองของกำมุที่ยึดได้นี้ ซึ่งมีศูนย์กลาง การปกครองอยู่ที่ “เชียงจัน” และต่อมาเมืองเชียงจันได้ถูกเรียกชื่อเมืองใหม่ ว่า”เมืองแถน” ตามชื่อเมืองเดิม ของกลุ่ม “ไทลาว – ผู้ไท” แต่ไทดำออกเสียงเป็น “เมืองแถง” และได้เรียก ปอมกลางเมืองนี้ว่า “ปอมลานเจือง” ต่อมา “ปอมลานเจือง” ที่เดียวกัน ได้ถูกเรียกชื่อ เป็น เนิน A1 ตั้งแต่ครั้งสมัยทำสงคราม กับฝรั่งเศส จนถึงปัจจุบัน
การขยายดินแดนของผู้ไต (ไทดำ) ที่นำโดยปู่เจ้าลานเจือง ตั้งแต่เมืองลอจนมาตั้งบ้านเมืองขึ้นที่เมืองแถน กล่าวกันว่า ใช้เวลานานถึง 20 ปีทีเดียว
มีนักวิชาการหลายท่าน ที่ยืนยันว่า เมืองแถนนี้ เป็นเมืองเก่าแก่ของคนไท กลุ่ม “ไทลาว – ผู้ไท”
หรือผู้ไท มาแต่ดั้งเดิม เช่นศาสตราจารย์คำจอง และอาจารย์ ดร.ภัททิยา ยิมเรวัติ
ดังตำนานที่เล่าสืบกันมาว่า …
“คนไทดั้งเดิมที่เมืองแถนนี้ มีต้นกำเหนิดที่นาน้อยอ้อยหนู เป็นกลุ่มคนที่สร้างเวียงใหญ่ที่มีชื่อว่า เวียงสามหมื่น หลังจากนั้น กลุ่มคนกลุ่มนี้ ยังเป็นกลุ่มคนที่ลงไปสร้างเมืองหลวงพระบาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางใหญ่ของประเทศลาวในเวลาต่อมา กลุ่มคนไทดั้งเดิมกลุ่มนี้บางครั้ง เรียกว่า ลาวดำ (แต่งชุดดำ) หรือลื้อดำ ด้วย”
ภัททิยา ยิมเรวัติ
จาก ประวัติศาสตร์สิบสองจุไท

จากศริสต์ศตวรรษที่11(พุทธศตวรรต ที่ 14-15) เชื้อสายของท้าวลานเจืองจากเมืองลอ รบชนะกลุ่ม”ไทลาว-ผู้ไท” หรือลาวเก่า ที่เมืองแถนเก่าซึ่งอยู่บริเวณบ้านสามหมื่นในปัจจุบัน ได้มาปกครองเมืองแถนใหม่ (ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแถนปัจจุบัน ห่างจากเมืองแถนเก่า ประมาณ 20 กิโลเมตร) มาจนถึงศริสต์ศตวรรษ ที่ 13 สมัยเจ้าฟ้าคำแลบ (ท้าวลอแลต) ได้ย้ายเมืองหลวงของไทดำจากเมืองแถนมาอยู่เมืองหม้วย
ท่านศาสตราจารย์คำจอง บอกว่าที่ต้องย้าย เมืองหลวงจากเมืองแถน มาเมืองหม้วย เป็นเพราะว่า กลุ่ม“ไทลาว – ผู้ไท” หรือ พวกลาวเก่า หรือ ผู้ไท หรือลื้อดำ มายึด เมืองแถนคืน
เรื่องเมืองแถนนี้ยาว หลังจากนั้น ผู้ปกครองเมืองแถนก็สลับปรับเปลี่ยนเป็นหลายกลุ่ม ทั้งผู้ไต (ไทดำ) ลื้อ (จากเชียงรู้ง) คนเวียด คนเมื่อง คนจีน รวมทั้งคนลาวเก่าหลวงพระบาง และผู้ไท ในบางยุคสมัย
รายละเอียด เรื่องนี้ ผมไดบันทึกไว้ในหนังสือ ผู้ไท ลูกแถน เล่ม 2 สืบค้นผู้ไทนานาชาติจากนิทานพญาแถน
ผู้ไทและไทดำ นาน้อยอ้อยหนู เวียงสามหมื่นและเมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ที่ประเทศเวียดนาม ใช่เพียงความสับสน จากเรื่องของกาลเวลาหรือไม่…แม้นว่าจะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ต่างกันในเรื่องห้วงกาลเวลา

 อัตราค่าบริการ  17,998- 
หมายเหตุ ;  **ราคานี้ยังไม่รวมค่าทิปไกด์เวียดนามและคนขับรถ จำนวน 700 บาทต่อท่าน **

บริษัทขอสงวนสิทธิ์ : รายการทัวร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม เนื่องจากสภาวะอากาศ,
การเมือง, เป็นต้น โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า การบริการของรถบัสนำเที่ยวตามกฎหมายของประเทศเวียดนาม สามารถให้บริการวันละ 10 ชั่วโมง มิอาจเพิ่มเวลาได้ โดยมัคคุเทศก์และคนขับจะเป็นผู้บริหารเวลาตามความเหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรในวันเดินทางนั้นๆ เป็นหลัก จึงขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนเวลาท่องเที่ยวตามสถานที่ในโปรแกรมการเดินทาง
อัตราค่าบริการรวม
 ค่ารถโค้ชปรับอากาศ
 โรงแรมที่พักตามที่ระบุ หรือเทียบเท่า (พัก 2-3 ท่าน/ห้อง)
 ค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ต่างๆ ตามรายการที่ระบุ
 ค่าอาหาร ตามรายการที่ระบุ
 ค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุในการเดินทางท่องเที่ยว วงเงินประกันท่านละ 1,000,000 บาท (เงื่อนไขตามกรรมธรรม์)

อัตราค่าบริการนี้ไม่รวม
× ค่าทิปมัคคุเทศก์ท้องถิ่น และพนักงานขับรถ จำนวน 600 บาทต่อผู้เดินทาง 1 ท่าน
× ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผู้เดินทาง อาทิ ค่าทำหนังสือเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม ค่าซักรีด
ค่ามินิบาร์ในห้องและค่าพาหนะต่างๆ ที่มิได้ระบุในรายการ
× ค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าประเทศเวียดนาม กรณีประกาศให้กลับมายื่นร้องขอวีซ่าอีกครั้ง (เนื่องจากทางเวียดนามได้ประกาศยกเว้นการยื่นวีซ่าเข้าประเทศให้กับคนไทยสำหรับผู้ที่พำนักระยะสั้นในประเทศเวียดนามไม่เกิน 30 วัน)
× ค่าทิปหัวหน้าทัวร์คนไทยและทีมงานแล้วแต่ความพึงพอใจของท่าน
× ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3 %
× ค่าพักเดี่ยว เพิ่มท่านละ 1,800-

เงื่อนไขการจองและการชำระเงิน:
 มัดจำท่านละ 4,500 บาท
 ส่วนที่เหลือ ชำระก่อนวันเดินทางอย่างน้อย 15 วัน
 กรณีลูกค้าทำการจองก่อนวันเดินทางภายใน 15 วัน ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บค่าทัวร์เต็มจำนวน
 ส่งรายชื่อสำรองที่นั่ง ผู้เดินทางต้องส่งสำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) [หากไม่ส่งสำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) มาให้ ทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ไม่รับผิดชอบค่าเสียหายอันเกิดจากความผิดพลาดจากการสะกดชื่อ-นามสกุล และอื่นๆ เพื่อใช้ในการส่งรายชื่อแจ้งด่าน ตม.ล่วงหน้า
โปรดตรวจสอบ Passport :
 จะต้องมีอายุคงเหลือ ณ วันเดินทาง 6 เดือนขึ้นไป
 จะต้องเหลือหน้ากระดาษอย่างต่ำ 2 หน้าหากไม่มั่นใจโปรดสอบถาม

เงื่อนไขยกเลิกการจอง :
เนื่องจากเป็นราคาโปรโมชั่น เมื่อจองทัวร์ชำระเงินค่าจองค่าทัวร์แล้ว ไม่สามารถยกเลิก เลื่อน ขอคืนเงิน ได้ทุกกรณี
และกรณีที่กองตรวจคนเข้าเมืองทั้งด่านมุกดาหารฯ และในต่างประเทศ ปฏิเสธมิให้เดินทางออก หรือ เข้าประเทศที่ระบุไว้ ในรายการเดินทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนค่าทัวร์ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึง เมื่อท่านออกเดินทางไปกับ
คณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการรายการใดรายการหนึ่ง หรือไม่เดินทาง พร้อมคณะถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจ
เรียกร้องค่าบริการและเงินมัดจาคืน ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

หมายเหตุ : กรุณาอ่านศึกษารายละเอียดทั้งหมดก่อนทำการจอง เพื่อความถูกต้องและความเข้าใจตรงกันระหว่างท่านลูกค้าและบริษัท

  1. บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น หากเกิดสิ่งของสูญหาย อันเนื่องเกิดจากความประมาทของท่าน, เกิดจากการโจรกรรม และ อุบัติเหตุจากความประมาทของนักท่องเที่ยวเอง
  2. เมื่อท่านตกลงชำระเงินมัดจำหรือค่าทัวร์ทั้งหมดกับทางบริษัทฯ แล้ว ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านได้ยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆ ทั้งหมด
  3. การจัดการเรื่องห้องพัก เป็นสิทธิของโรงแรมในการจัดห้องให้กับกรุ๊ปที่เข้าพักโดยมีห้องพักสำหรับผู้สูบบุหรี่ / ปลอดบุหรี่ได้ โดยอาจจะขอเปลี่ยนห้องได้ตามความประสงค์ของผู้ที่พัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมให้บริการของโรงแรม และไม่สามารถรับประกันได้
  4. กรณีผู้เดินทางต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ กรุณาแจ้งบริษัทฯ อย่างน้อย 7 วันก่อนการเดินทาง มิฉะนั้นบริษัทฯไม่สามารถจัดการได้ล่วงหน้าได้
  5. ผู้จัดจะไม่รับผิดชอบและไม่สามารถคืนค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้เนื่องจากเป็นการเหมาจ่ายกับตัวแทนต่างๆ ในกรณีที่ผู้เดินทางไม่ผ่านการพิจารณาในการตรวจคนเข้าเมือง-ออกเมือง ไม่ว่าจะเป็นกองตรวจคนเข้าเมืองหรือกรมแรงงานของทุกประเทศในรายการท่องเที่ยว อันเนื่องมาจากการกระทำที่ส่อไปในทางผิดกฎหมาย การหลบหนี เข้าออกเมือง เอกสารเดินทางไม่ถูกต้อง หรือ การถูกปฏิเสธในกรณีอื่น ๆ
  6. กรณีต้องการพักแบบ 3 ท่าน ต่อห้องหรือห้องแบบ 3 เตียงTRIPLE โรงแรมมีห้อง Triple ไม่เพียงพอ ขอสงวนสิทธิในการจัดห้องให้เป็นแบบ พักร่วมกับท่านอื่นเพิ่ม เป็นห้อง 4 ท่าน
  7. บริการน้ำดื่มท่านวันละ 2 ขวด ต่อคนต่อวัน
  8. การบริการของรถบัสนำเที่ยว ตามกฎหมายของประเทศเวียดนาม สามารถให้บริการวันละ 10 ชั่วโมง ในวันนั้นๆ มิอาจเพิ่มเวลาได้ โดยมัคคุเทศก์และคนขับจะเป็นผู้บริหารเวลาตามความเหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรในวันเดินทางนั้นๆเป็นหลัก จึงขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนเวลาท่องเที่ยวตามสถานที่ในโปรแกรมการเดินทาง


อัตราค่าบริการ 17,998-
หมายเหตุ ; **ราคานี้ยังไม่รวมค่าทิปไกด์เวียดนามและคนขับรถ จำนวน 700 บาทต่อท่าน **

เลขที่ 3 ม. 5 ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ 46110

โทร: 096-196-5169064-745-4629

อีเมล: rungruang5169@gmail.com

Copyright © 2022 หจก.789 รุ่งเรืองทัวร์. All rights reserved.